ซาอุดิอารเบียเป็นชาติอาหรับชาติหนึ่งที่จัดว่ามีทรัพยากรธรรมชาติที่มั่งคั่งได้แก่ น้ำมันเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลก ซึ่งทำให้ประเทศซาอุดิอารเบียเปลี่ยนจากประเทศที่ยากจนมาเป็นประเทศที่มั่งคั่งและเป็นที่รู้จักดีทั่วโลก

การดำเนินชีวิตของประชาชนในประเทศ อาจแบ่งได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ พลเมืองที่อาศัยอยู่อย่างเป็นหลักแหล่งตามชุมชนต่าง ๆ ส่วนหนึ่งกับพลเมืองที่ชอบท่องเที่ยวไปไม่อยู่เป็นหลักแหล่งอีกส่วนหนึ่ง ส่วนแรกมักอาศัยอยู่ตามหมู่บ้านชาวไร่ชาวนาในโอเอซิสทั่วไปหรือในบริเวณตัวเมืองชนบทและนครใหญ่ ๆ ในปัจจุบันชาวซาอุดิอารเบีย ทำมาหาเลี้ยงชีพ เป็นกรรมกร ตามโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งตามโรงงานอุตสาหกรรมน้ำมันที่มีอยู่มากมายภายในประเทศ ส่วนพวกที่ไม่ชอบอยู่เป็นหลักแหล่ง คือชาวเบดูอิน มักเดินทางเร่ร่อนกันเรื่อยไป สักแต่ว่าที่ใดมีน้ำหญ้าสมบูรณ์พอจะเลี้ยงอูฐ ม้า ลา แพะ แกะ พร้อมทั้งมีตลาดพื้นเมือง เพื่อให้ได้ค้าขาย ปศุสัตว์ หนังและขนสัตว์ของพวกเขา คนเหล่านั้นก็มักจะพักอยู่ที่นั่นอย่างไม่ต้องอนาทรร้อนใจแต่อย่างใด

ชาวซาอุดิอารเบียก็เหมือนกับชาวอาหรับชาติอื่น ๆ ที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่และใช้บทบัญญัติของศาสนาเป็นหลักกฎหมายปกครองประเทศและเป็นหลักศีลธรรมของประชาชน ดังนั้น จึงมีผลต่อการแต่งกายของประชาชน ซึ่งบัญญัติขอบข่าย ดังนี้
เป็นผู้ชายต้องปกปิดอวัยวะของร่างกายที่มีอยู่ระหว่างสะดือถึงหัวเข่าให้สวมหมวกหรือใช้ผ้าคลุมศรีษะด้วย ใช้เครื่องประดับที่เป็นทองคำไม่ได้แต่เด็กชายใช้ได้
ผู้หญิงต้องปกปิดอวัยวะของร่างกาย แต่ใช้เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับได้ทุกชนิด
ดังนั้น การแต่งกายของผู้ชายได้แก่สวมเสื้อชั้นในยาวลงการกรอมข้อเท้าเรียกกันว่า Thobe แล้วก็สวมเสื้อชั้นนอกเรียกว่า Aba ซึ่งเป็นเสื้อคลุมยาว ๆ กับมีผ้าโพกศีรษะ ส่วนผู้หญิงก็สวมเสื้อคลุมยาวมีผ้าปิดหน้าตามธรรมเนียมของชาวมุสลิม แต่ตามนครใหญ่ ๆ พวกหญิงมักนิยมแต่งกายแบบชาวตะวันตกยิ่งขึ้นในระหว่างที่อยู่บ้าน

ในสังคมของชาวอาหรับ ผู้ชายเป็นที่ยกย่องในสังคมถือว่าเป็นผู้นำ ผู้หญิงเป็นผู้รับใช้สังคม เป็นเหมือนทาสเหมือนบริวาร ผู้หญิงและผู้ชายที่ยังไม่แต่งงานจะพบกันไม่ได้ และผู้ชายก็ไม่มีสิทธิเปิดผ้าคลุมหน้าของหญิง คือหลักศาสนาบัญญัติไว้ว่า ถ้ามีผู้อื่นอยู่ด้วย ผู้ชายและผู้หญิงต้องปิดอวัยวะ ถ้าเปิดก็จะถือว่าเป็นบาป ศาสนาส่งเสริมไม่ให้เป็นที่รังเกียจของสังคม เมื่อแต่งงานแล้วก็ต้องปรนนิบัติรับใช้สามี โดยเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ ทำงานบ้านเลี้ยงดูบุตร ออกทำงานนอกบ้านไม่ได้ ไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวในกิจการของสามี เพราะถือว่าสามีเป็นผู้นำและมีหน้าที่ตัดสินใจได้เท่านั้น