ปลาเลี้ยงประมง-ปลาเลี้ยงขาย

ปลาประมง

ชนิดปลาที่นิยมเลี้ยง

๑. ปลาไทย
ปลาพื้นบ้านของไทยเรามีอยู่หลายชนิดที่เลี้ยงได้ดีทั้ง ในบ่อน้ำจืด และน้ำกร่อย ในนาข้าว และในกระชัง ปลาดังกล่าว ได้แก่

๑.๑ ปลาสวาย ปลาสวายมีประวัติการเลี้ยงในย่าน แหลมอินโดจีนมานาน ปลาสวายเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ มีความยาวถึง ๑.๕๐ เมตร

ปลาสวาย
การเลี้ยงปลาสวาย เริ่มด้วยการรวบรวมลูกปลา จากแหล่งน้ำธรรมชาติ การวางไข่ของปลาสวายจะเริ่มต้นใน ฤดูน้ำหลาก ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – เดือนตุลาคม แหล่งวางไข่ ก็คือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่นครสวรรค์ – ชัยนาท และลุ่มน้ำโขง ลูกปลาที่จับได้มักจะปนกัน คือ มีทั้งปลาสวาย ปลาเทโพ และปลาสังกะวาด ปัจจุบันลูกปลาที่นำมาเลี้ยง ส่วนใหญ่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ด้วยวิธีผสมเทียมและฉีดฮอร์โมน

ลูกปลาสวายกินแพลงก์ตอนสัตว์เป็นอาหาร หาก อาหารมีไม่พอเพียง ลูกปลาจะกินกันเอง ในวันที่ ๒ หลังจากฟักเป็นตัว ลูกปลาอายุ ๑๖-๒๑ วัน จะมีความยาว ๒-๖ เซนติเมตร กินอาหารสมทบจำพวกเนื้อปลา เนื้อหอยได้ และสามารถนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดิน หรือในกระชังตาถี่ได้

การเลี้ยงปลาสวายอาจเลี้ยงรวมกับปลาอื่นได้ เช่น ปลา ตะเพียน อาหารของปลาสวาย ได้แก่ เศษอาหาร เศษปลา รำข้าว ข้าวต้มสุก ระยะการเลี้ยง ๘-๑๐ เดือน ปลาสวายจะโต ได้น้ำหนัก ๑.๐-๑.๒ กิโลกรัม

๑.๒ ปลาดุก ปลาดุกมีอยู่ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และแอฟริกา ปลาดุกเป็นปลาที่มีอวัยวะพิเศษ ช่วยในการหายใจ ฉะนั้นจึงทำให้สามารถอยู่บนบกได้เป็นชั่วโมง และอยู่ในน้ำที่ปริมาณก๊าซออกซิเจนต่ำได้ จึงเหมาะแก่การที่จะเลี้ยง การเลี้ยงปลาดุกมีมากในแอฟริกาตะวันออก และใน ประเทศไทย ไทยเรามีปลาดุกอยู่ประมาณ ๗ ชนิด แต่ที่นิยม เลี้ยงมีอยู่ ๒ ชนิดคือ ปลาดุกด้าน และปลาดุกอุย

ปลาดุกด้าน
ลูกปลาดุกที่นำมาเลี้ยง แต่เดิมก็เก็บรวบรวมจาก แหล่งน้ำธรรมชาติในฤดูฝน แหล่งหนึ่งๆ จะได้ลูกปลาประมาณ ๒,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ ตัว ปีหนึ่งๆ จะจับลูกปลาได้ประมาณ ๕๐ ล้านตัว

ปลาดุกอุย
ความนิยมในการเลี้ยงปลาดุกได้เพิ่มความต้องการ ลูกปลามากขึ้น จึงได้มีผู้เพาะลูกปลา สำหรับจำหน่ายโดยเฉพาะ ลูกปลาอายุ ๕ วัน เมื่อถุงไข่แดงยุบแล้ว จะนำไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล ซึ่งเป็นบ่อดิน มีเนื้อที่ผิวน้ำประมาณ ๓ ตารางเมตร น้ำลึก ๑๐-๑๘ เซนติเมตร อัตราการปล่อย ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ตัวต่อ ตารางเมตร อาหารที่ใช้เลี้ยงประกอบด้วยลูกไร เมื่ออายุได้ ๒-๓ สัปดาห์ ใช้ปลาต้มเป็นอาหาร เมื่อลูกปลาโตได้ขนาดความยาว ๑๐ เซนติเมตร จึงนำไปปล่อยลงเลี้ยงในบ่อเป็นปลาใหญ่ เพื่อจำหน่าย
บ่อเลี้ยงปลาใหญ่มีขนาดตั้งแต่ ๑๐๐-๑,๐๐๐ ตารางเมตร มีระดับน้ำลึก ประมาณ ๑ เมตร รอบบ่อมีรั้วรอบกันปลาหนี มีความสูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตร อัตราการปล่อยลูกปลา ๑๘๐ ตัวต่อตารางเมตร อาหารที่ใช้เลี้ยงประกอบด้วยปลาเป็ดผสม รำข้าว

๑.๓ ปลาแรด ปลาแรดเป็นปลาขนาดใหญ่ ซึ่งมีขนาดความยาวถึง ๖๕ เซนติเมตร ปลาแรดทำรังวางไข่ด้วยเศษไม้ใบหญ้า ในระดับใต้น้ำ ๓๐ เซนติเมตร ไข่มีน้ำหนักเท่ากับน้ำ ลอยตัวอยู่ในรัง ลูกปลาที่ฟักเป็นตัวจะลอยหงายท้อง จนกว่าไข่แดงจะยุบ ใช้เวลาประมาณ ๕ วัน จึงจะเริ่มกินอาหาร ปลาแรดจะวางไข่ตลอดปีในบ่อที่กว้าง ปลาแรดเป็นปลาที่เนื้อมีรสชาติดี นิยมใช้ปรุงอาหาร และอยู่ในความสนใจของชาวยุโรป มีผู้นำไปเลี้ยงในฝรั่งเศส การเลี้ยงปลาแรดแพร่กระจายทั่วไป ในอินโดนีเซีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน อินเดีย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์

ปลาแรด
ปลาแรดวางไข่ตามธรรมชาติในบ่อ ซึ่งมีพันธุ์ไม้ น้ำจำพวกหญ้าหรือกก ซึ่งปลาแรดได้อาศัยทำรังวางไข่ ผู้เลี้ยงปลาอาจจะเตรียมรังไข่ ซึ่งสานด้วยไม้ไผ่ไปวางตามชายฝั่งใต้ผิว น้ำ ๒๐ เซนติเมตร

บ่อสำหรับปลาแรดวางไข่มีขนาดประมาณ ๑๐๐ ตา- รางเมตร ปล่อยแม่ปลา ๑๐ ตัว พ่อปลา ๕ ตัว อาหารที่ใช้เลี้ยงประกอบด้วย ใบมันสำปะหลัง หรือใบแค หรือพืชอื่น ๕ กิโลกรัม ต่อบ่อต่อวัน และรำข้าว ๔ ลิตรต่อบ่อต่อ ๓ วัน สัปดาห์ละ ๒ ครั้ง ปลาจะใช้เวลาทำรังประมาณ ๑๐ วัน หลังจากทำรังเสร็จ แล้ว ๓ วัน ปลาจะเริ่มวางไข่ แต่ละรังจะมีไข่ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ฟอง ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน ๕ วัน
ลูกปลาแรดกินแพลงก์ตอนสัตว์ และเมื่อมีอายุ ๑๐ วัน จะมีความยาว ๑ เซนติเมตร จะนำมาปล่อยเลี้ยงในบ่อ ดินขนาด ๔๐-๒๐๐ ตารางเมตรต่อลูกปลา ๑ รัง ให้ปลวกเป็น อาหารบ่อละ ๑ ช้อนชาต่อวัน และให้กากถั่วสมทบอีกประมาณ ๒ ช้อนชาต่อวัน เมื่อลูกปลาอายุ ๓ เดือนจะมีความยาวประมาณ ๓ เซนติเมตร และเมื่ออายุ ๕ เดือน จะมีความยาวประมาณ ๕-๘ เซนติเมตร ลูกปลาขนาดดังกล่าวจะกินอาหารพวกพืช เช่น แหนเป็ด แหนตีนตุ๊กแก หรือใบพืชหั่นฝอย ปลาแรด เป็นปลาที่โตช้า ต้องเลี้ยง ๒-๓ ปี จึงจะโตได้ขนาดที่ตลาด ต้องการ และให้ผลผลิตต่ำ คือประมาณ ๔๐ กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี

๑.๔ ปลาสลิด ปลาสลิดเป็นปลาที่มีกำเนิดในไทย เวียดนามใต้ มาเลเซีย ขนาดโตที่สุดมีความยาว ๒๕ เซนติเมตร ได้มีการนำเข้าไปเลี้ยงในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย พม่า ปากีสถาน และศรีลังกา

ปลาสลิด
ปลาสลิดเพศผู้ต่างกับเพศเมียที่ครีบหลัง ครีบหลัง ปลาตัวผู้จะยาวยื่นไปจรดโคนครีบหาง ปลาสลิดจะวางไข่แพร่ พันธุ์เกือบตลอดปี ปลาตัวผู้และตัวเมียจะจับคู่กัน ปลาตัวผู้จะก่อ หวอดทำรังในระหว่างต้นไม้น้ำ เมื่อตัวเมียวางไข่ ตัวผู้จะปล่อยเชื้อเข้าผสม หลังจากนั้นปลาตัวผู้ก็จะเก็บไข่ไปพ่นติดกับรัง ปลาตัวเมียขนาดน้ำหนัก ๑๐๐-๒๐๐ กรัม จะมีไข่ ๑,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ฟอง ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน ๒๔-๓๖ ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ ๒๘- ๓๐ องศาเซลเซียส

ปลาสลิดเป็นปลาที่เหมาะสำหรับเลี้ยงในนาซึ่งปล่อย ให้หญ้าขึ้นรก แปลงหนึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ ปล่อยพ่อแม่ปลาให้วางไข่ แพร่พันธุ์เอง ประมาณ ๓๕ คู่ต่อไร่ ผู้เลี้ยงปลาจะ ทยอยตัดหญ้าในแปลงแล้วหมักทิ้งไว้เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติ ปลาจะโตได้ขนาดต้องการภายในเวลา ๘-๑๐ เดือน ผลผลิตของ ปลาสลิด ๔๐ – ๖๐ กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี

๑.๕ ปลาหมอตาล ปลาหมอตาลวางไข่ลอยกระจายบนผิวน้ำ ไม่ทำรัง บ่อวางไข่มีระดับน้ำลึก ๕๐-๘๐ เซนติเมตร มีเนื้อที่ ๓๐-๑๐๐ ตารางเมตร ปลาหมอตาลจะวางไข่ ทุกๆ ๖ เดือน และจะวางไข่ได้ประมาณ ๕ ครั้งในชีวิต บ่อ วางไข่จะใส่พ่อแม่ปลา ๑ คู่ต่อเนื้อที่ ๓๐-๕๐ ตารางเมตร ปลา จะวางไข่หลังจากปล่อย ๑๘ ชั่วโมง ตามปกติจะวางไข่ตอนเช้า ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน ๒ วัน ลูกปลาจะลอยอยู่บนผิวน้ำ ๓-๔ วัน หลังจากนั้นนำไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล ซึ่งควรใส่ปุ๋ยคอกให้น้ำมีสีเขียว เมื่อเลี้ยงได้ ๑ เดือน ก็นำไปปล่อยเลี้ยงเป็นปลาใหญ่ต่อไป ผลผลิตของปลาหมอตาลในบ่อใส่ปุ๋ยจะได้ ๘๐ กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี

ปลาหมอตาล
ตามปกติปลาชนิดต่างๆ เหล่านี้อาจเลี้ยงรวมกันเอง หรือรวมกับปลาสกุลอื่นๆ ก็ได้ การเลี้ยงปลาหลายชนิดรวม กันนี้ ประกอบด้วยปลาหมอซึ่งกินเนื้อเป็นอาหาร ปลาแรดซึ่ง กินพืช ปลาสลิด ปลาหมอตาล และปลากระดี่ ซึ่งกินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร ในมาเลเซีย และสิงคโปร์นิยมเลี้ยงปลาสลิด รวมกับปลาไน ปลาหมอเทศ ปลาตะเพียนทอง ปลาตะเพียน และปลาจีน

๑.๖ ปลาช่อน ปลาช่อนเป็นปลาที่กินเนื้อ เช่น ลูกปลาลูกกุ้ง หรือแม้แต่ปลาขนาดเล็กพวกเดียวกัน ปลาช่อน พบทั่วไป ตั้งแต่ประเทศจีน อินเดีย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ ใน ประเทศไทยจะมีอยู่ทั่วไปทุกภาค

ปลาช่อน
ปลาช่อนวางไข่แพร่พันธุ์ตลอดปี ปลาตัวเมีย ขนาดความยาว ๔๓.๖ เซนติเมตร หนัก ๑.๒ กิโลกรัม จะมีไข่ ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ฟอง ไข่มีลักษณะกลมลอย มีสีเหลือง ไข่จะฟักเป็นตัวในเวลา ๒๔-๓๐ ชั่วโมง ในอุณหภูมิน้ำ ๒๗-๒๘ องศาเซลเซียส
บ่อเลี้ยงปลาช่อนควรเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเนื้อที่ ๘๐๐-๑,๖๐๐ ตารางเมตร มีระดับน้ำลึก ๑.๕๐-๒.๐ เมตร อัตราการปล่อย ๔๐-๖๐ ตัวต่อตารางเมตร อาหารที่ใช้เลี้ยง ประกอบด้วยปลาเป็ด รำ และปลายข้าวต้มผสมกันในอัตรา ๘ : ๑ : ๑ ให้อาหารวันละ ๒ เวลา ตอนเช้าและบ่าย คอยดูแลเปลี่ยน น้ำทุกๆ ๓ วัน ปลาจะโตได้ขนาดที่ตลาดต้องการภายใน ๗-๘ เดือน

๑.๗ ปลาบู่ ตามธรรมชาติ ปลาบู่กินปลาตัวเล็กๆ กุ้ง ปู หอย และแมลงในน้ำ ในประเทศไทยจะพบปลาบู่ตามแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง ในทุกภาคของประเทศ

ปลาบู่
ปลาบู่จะวางไข่ตั้งแต่เดือนเมษายน – สิงหาคม ปลาบู่ วางไข่ติดวัตถุต่างๆในน้ำ ไข่มีสีเหลืองเข้ม ขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลาง ๐.๖ มิลลิเมตร ปลาตัวเมียที่มีขนาดความยาว ๑๕ -๓๖ เซนติเมตร จะมีไข่ ๑๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ ฟอง ไข่จะฟักออก เป็นตัวภายใน ๑๖-๓๐ ชั่วโมง ในอุณหภูมิน้ำ ๒๐-๓๐ องศาเซลเซียส
การเลี้ยงปลาบู่ นิยมเลี้ยงในกระชังแขวนลอยชาย ฝั่งแม่น้ำ อาหารที่ใช้เลี้ยงคือ ปลาเป็ดสับเป็นชิ้นโยนให้กิน ปลาจะโตได้ขนาด ที่ตลาดต้องการ ในระยะเวลา ๘-๑๐ เดือน

๑.๘ ปลานวลจันทร์ทะเล เป็นปลาในวงศ์คลูเปอิดี (Clupeidae) พบอยู่ทั่วไปในย่านอินโดแปซิฟิก ในเขตร้อนและ เขตอบอุ่นอาศัยอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิ ๑๕ องศาเซลเซียส ขึ้นไป ถึง ๔๐ องศาเซลเซียส และจะตายเมื่ออุณหภูมิประมาณ ๑๒ องศาเซลเซียส

ปลานวลจันทร์ทะเล

ปลานวลจันทร์ทะเลอาศัยอยู่ใกล้ฝั่ง ใกล้ปาก แม่น้ำ เจริญเติบโตดีในบ่อน้ำกร่อย แต่จะไม่วางไข่แพร่พันธุ์ใน บ่อ ลูกปลาที่นำมาเลี้ยงจับได้ตามชายฝั่งทะเล ลูกปลาเจริญ เติบโตรวดเร็วภายใน ๑ เดือน จะมีความยาว ๕-๗ เซนติเมตร และจะโตมีความยาว ๑๒-๑๕ เซนติเมตร ในเดือนที่ ๒ ระยะ เวลาเลี้ยง ๘-๑๐ เดือนจะโตได้น้ำหนัก ๒๕๐-๕๐๐ กรัม ซึ่งเป็น ขนาดที่ตลาดต้องการ ขนาดโตที่สุดที่พบในทะเลมีน้ำหนักถึง ๑๕ กิโลกรัม

๑.๙ ปลากระบอก ปลากระบอกเป็นปลาทะเลใน วงศ์มูจิลิดี (Mugilidae) ซึ่งมาอาศัยหากินอยู่ในน้ำกร่อยบริเวณปากแม่น้ำ

ปลากระบอก

พบทั่วไปในมหาสมุทรอินเดียในย่านอินโดแปซิฟิก เลยไปถึงญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ปลากระบอก สามารถปรับตัวเข้าอยู่อาศัยได้ดีในน้ำกร่อย และน้ำจืด ปลากระบอกนำมาเลี้ยงในบ่อได้ดี และสามารถนำมาเลี้ยงรวมกับปลาอื่น เช่น ปลาในสกุลคาร์ป และสกุลตีลาเบียในบ่อน้ำกร่อยเล็กน้อย

๑.๑๐ ปลากะพง ปลากะพงเป็นปลาทะเล แต่เข้ามาหากินในน้ำกร่อย และเลยเข้ามาอยู่ในแม่น้ำซึ่งมีน้ำจืด ปลากะพงเป็นปลาชั้นดี มีราคา ปลากะพงเป็นปลากินเนื้อ กิน ปลา กุ้ง ปู หอยและตัวหนอนเป็นอาหาร ลูกปลากะพงที่นำ มาเลี้ยงเก็บรวบรวมจากแหล่งธรรมชาติตามบริเวณปากแม่น้ำ โดยเฉพาะปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทางฝั่งตะวันออกมีมากที่จันทบุรี และตราด

ปลากะพง

การจับลูกปลาใช้อวนหรือสวิงช้อน ขนาดของลูกปลา ที่จับได้มีขนาดความยาวน้อยกว่า ๒๐ เซนติเมตร การเลี้ยงปลา กะพงอาจเลี้ยงได้ในกระชังที่วางในทะเล ในบ่อน้ำกร่อยและใน บ่อน้ำจืด อัตราการปล่อยปลาขนาดดังกล่าว ๑ ตัวต่อตารางเมตร ใช้ปลาเป็ดเป็นอาหาร ปลาจะโตได้น้ำหนัก ๒ กิโลกรัม มีความ ยาว ๕๐ เซนติเมตร ภายในระยะเวลาการเลี้ยง ๑ ปี

๒. ปลาจีน

เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน ชาวจีนที่เข้าอยู่ในเมืองไทยได้นำเข้ามาเลี้ยง ต่อมาปลาจีน ซึ่งได้แก่ ปลาไน ปลาเฉา ปลาลิ่น ปลาซ่ง สามารถที่จะเพาะขยายพันธุ์ได้ในบ้านเรา จึงไม่มีความจำเป็นที่จะนำเข้ามาอีกต่อไป การเลี้ยงปลาจีนโดยทั่วไป ใช้วิธีเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมมัน เนื่องจากปลาแต่ละชนิดกินอาหารแตกต่างกัน กล่าวคือ

๒.๑ ปลาไน ปลาไนเป็นปลาที่นิยมเลี้ยงกันเกือบ ทั่วไปทุกส่วนของโลก และเป็นปลาที่มีประวัติการเลี้ยงมานานที่สุด ก่อนคริสต์ศักราช ๒,๐๐๐ ปี ความสำเร็จในการเลี้ยง ปลาไน ขึ้นอยู่ที่ปลาไนวางไข่ในบ่อแพร่พันธุ์เอง และปลาไนมีความทนทาน ตั้งแต่ไข่ไปจนถึงปลาโต

ปลาไน

ปลาไนสามารถปรับ ตัวเข้ากับสภาพน้ำที่เป็นกรดและด่าง และอยู่ได้ในน้ำที่มีความ เค็มถึง ๒๐ ส่วนต่อพัน (ppt) ปลาไนสามารถปรับตัวอยู่ได้ใน น้ำที่มีอุณหภูมิต่างๆ จึงเลี้ยงได้ในภูมิอากาศร้อนไปจนถึง ภูมิอากาศหนาว นอกจากนั้น ปลาไนยังทนทานต่อความขุ่น ของน้ำได้ดีกว่าปลาทั้งหลาย

๒.๒ ปลาลิ่น ปลาลิ่นเป็นปลากินแพลงก์ตอนพืชแต่สามารถเลี้ยงด้วยอาหารสมทบ เช่น รำข้าว แป้ง และกากถั่วได้

ปลาลิ่น

ปลาลิ่น หรือปลาเกล็ดเงิน หรือปลาหัวโต เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hypophthalmichthys molitrix ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) มีส่วนหัวโต ตาเล็กอยู่ต่ำกว่ามุมปาก ปากและข้างแก้มกว้าง ครีบหลังเล็กอยู่ประมาณกึ่งกลางลำตัว ครีบก้นเล็ก ครีบหางเว้าลึก เกล็ดเล็กแบบขอบเรียบ ด้านท้องเป็นสันแคบ ตัวมีสีเงินคล้ำที่ด้านหลัง และสีเงินแวววาวที่ด้านท้อง หัวมีสีคล้ำอมแดงหรือสีเนื้อ ครีบมีลักษณะสีจาง

มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 30-50 เซนติเมตร พบใหญ่สุด 105 เซนติเมตร หนักได้ถึง 50 กิโลกรัม เป็นปลาพื้นเมืองของจีนแผ่นดินใหญ่มีถิ่นกำเนิดในแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน เป็นปลาที่ชาวจีนนิยมบริโภคเพราะมีรสชาติดีแม้ว่าจะมีก้างเยอะก็ตาม
ปัจจุบัน นิยมเลี้ยงในบ่อและถูกปล่อยลงในแหล่งน้ำที่ถูกสร้างขึ้น เช่น บ่อปลาในโครงการต่าง ๆ ของกรมประมงหรือหมู่บ้านหรืออ่างเก็บน้ำ โดยให้ปลาลิ่นกินเศษอาหารและแพลงก์ตอนจากการกินพืชจำพวกหญ้า และมูลจากปลาชนิดอื่น เช่น ปลาไน (Cyprinus carpio) เป็นต้น

๒.๓ ปลาซ่ง ปลาซ่งเป็นปลาที่กินแพลงก์ตอนสัตว์เป็นอาหารปลาที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารนี้ มีลักษณะพิเศษคือ มีซี่เหงือกยาวและละเอียดเพื่อใช้กรองแพลงก์ตอนพืชและสัตว์

ปลาซ่ง

ปลาซ่ง หรือ ปลาซ่งฮื้อ หรือ ปลาหัวโต (อังกฤษ: Bighead carp; ชื่อวิทยาศาสตร์: Hypophthalmichthys nobilis) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) สกุล Hypophthalmichthys
มีลักษณะแบบเดียวกับ ปลาลิ่น (H. molitrix) ซึ่งเป็นปลาในสกุลเดียวกัน รวมทั้งมีขนาดและถิ่นกำเนิดในแหล่งเดียวกันอีกด้วย แต่ทว่าปลาซ่งจะมีส่วนหัวที่โตกว่าปลาลิ่น และส่วนท้องมนกลมไม่เป็นสันแคบเหมือนปลาลิ่น
ถูกนำเข้ามาสู่ประเทศไทยราวปี พ.ศ. 2465-พ.ศ. 2475 โดยเรือสำเภาของชาวจีนจากเมืองซัวเถา ต่อมากรมประมงสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการฉีดฮอร์โมนและผสมเทียม ซึ่งปลาในธรรมชาติจะไม่วางไข่เอง ซึ่งจะทีชื่อเรียกรวม ๆ กันว่า “ปลาจีน”
ปัจจุบัน ปลาในสกุล Hypophthalmichthys ทั้ง 2 ชนิด รวมทั้งปลาเฉา (Ctenopharyngodon idella) เป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญของหลายประเทศในโลก รวมทั้งนิยมในการตกเป็นเกมกีฬา สำหรับในประเทศไทย เป็นที่นิยมรับประทานมากโดยเฉพาะชาวจีนหรือชาวไทยเชื้อสายจีน และนิยมเลี้ยงปลาทั้ง 3 ชนิดนี้รวมกันในบ่อเพื่อกินแพลงก์ตอนที่ทำให้น้ำเขียว และกินมูลจากปลาชนิดอื่น

๒.๔ ปลาเฉา ปลาเฉาเป็นปลากินพืช และอาหารสมทบ เป็นปลาที่รู้จักกันแพร่หลายและนิยมเลี้ยงกัน

ปลาเฉา

การเลี้ยงปลาใหญ่สำหรับสู่ตลาดนั้นใช้วิธีการเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกันในบ่อ โดยถือหลักการใช้ประโยชน์เนื้อที่ น้ำ และแหล่งของอาหาร ตามวิธีที่ปฏิบัติกันในจีนและประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ปลากินแพลงก์ตอนพืชเป็นปลาส่วนใหญ่ ที่ปล่อยลงเลี้ยง ทั้งนี้เพราะแพลงก์ตอนพืชเป็นแหล่งอาหารที่มีปริมาณมากในบ่อ ปลากินแพลงก์ตอนพืช เช่น ปลาลิ่นเป็นปลาหลัก ในระบบการเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกัน
ปลาเฉา (อังกฤษ: Grass Carp, ชื่อวิทยาศาสตร์: Ctenopharyngodon idella) หรือ เฉาฮื้อ หรือ ปลากินหญ้า เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) และเป็นปลาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Ctenopharyngodon[1]
มีรูปร่างยาวทรงกระบอก ส่วนหัวเล็กและกลมมน ในช่องคอมีฟันที่แข็งแรง ไม่มีหนวด ครีบหลังและครีบก้นค่อนข้างเล็กไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบหางเว้าลึก เกล็ดค่อนข้างใหญ่ ลำตัวด้านบนมีสีคล้ำหรือสีน้ำตาลอมทอง ครีบสีคล้ำ ด้านท้องสีจาง บริเวณฐานของเกล็ดบนของลำตัวส่วนมากมีสีคล้ำ
ขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาวได้ถึง 1 เมตร แต่โดยเฉลี่ยจะยาวประมาณ 50-70 เซนติเมตร ตัวผู้ในช่วงเจริญพันธุ์จะปรากฏตุ่มคล้ายสิวขึ้นมาที่ครีบอก และก้านครีบด้านในที่เป็นหยัก หัวและหน้าผาก[2]
มีการกระจายพันธุ์ในบริเวณแม่น้ำอามูร์ทางภาคตะวันออกของจีนและรัสเซีย กินอาหารจำพวกหญ้าและพืชน้ำทุกชนิด โดยมักจะหากินตามก้นแม่น้ำ
ปัจจุบัน ถือเป็นปลาเศรษฐกิจตัวหนึ่งที่สำคัญ เนื่องจากมีการนำเข้าและเพาะเลี้ยงกันไปในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เช่นเดียวกับปลาในสกุล Hypophthalmichthys รวมถึงเป็นปลาที่นิยมในการตกปลาอีกด้วย ซึ่งจะมีชื่อเรียกรวม ๆ กันในภาษาไทยว่า “ปลาจีน”
สำหรับในประเทศไทย ได้นำเข้ามาทางเรือสำเภาโดยชาวจีนผ่านทางฮ่องกง ในปี พ.ศ. 2465 โดยได้ถูกนำเข้ามาเลี้ยงอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นอาหาร ต่อมากรมประมงได้ทดลองเพาะขยายพันธุ์ด้วยการฉีดฮอร์โมนจนสำเร็จในปี พ.ศ. 2509 จึงได้มีการขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้ในประเทศได้สำเร็จจนถึงปัจจุบัน โดยที่ปลาจะไม่ไข่เองตามธรรมชาติแต่จะเกิดจากการฉีดฮอร์โมนกระตุ้น

๓. ปลาแอฟริกา
ปลาแอฟริกามีเลี้ยงอยู่ในบ้านเรา ๓ ชนิดด้วยกัน คือ ปลาหมอเทศปลานิล และปลาหมอเทศข้างลาย ปลาทั้ง ๓ ชนิดนี้ เป็นปลาในสกุลตีลาเบีย ปัจจุบันปลาในสกุลตีลาเบีย เป็นปลาที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลาย เริ่มแพร่เข้าสู่ประเทศต่างๆ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗

๓.๑ ปลาหมอเทศ ปลาหมอเทศเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาฝั่งตะวันออก พบในอินโดนีเซีย ชวา โดยไม่ทราบว่า ผู้ใดเป็นผู้นำเข้า อย่างไรก็ตาม ปลาหมอเทศได้แพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วทั่วเกาะชวา และเป็นปลาที่รบกวนการเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลของชวามาก หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒

ปลาหมอเทศ

ได้มีการนำปลาหมอเทศเข้ามาเลี้ยงในมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยนั้นองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (F.A.O. ย่อมาจาก Food and Agriculture Organization) เป็นผู้นำเข้ามาเนื่องจากปลาหมอเทศขยายพันธุ์รวดเร็ว ประกอบกับการสนับสนุนขององค์การอาหารและเกษตรฯ ปลาหมอเทศจึงได้รับการนำไปทดลองเลี้ยงในส่วนต่างๆ ของโลก ทั้งในอเมริกา ญี่ปุ่น รุสเซีย ยุโรป และลาตินอเมริกา ปลาหมอเทศเป็นปลาตัวแรกในสกุลตีลาเบีย ที่อยู่ในความสนใจของนักเลี้ยงปลาทั้งหลาย และยังคงเป็นปลาที่เลี้ยงแพร่หลาย ปลาในสกุลตีลาเบีย เป็นที่นิยมเลี้ยงด้วยกันอย่างน้อย ๑๔ ชนิด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปลาที่ทนทานขยายพันธุ์ง่าย โตเร็ว เนื้อดี

๓.๒ ปลานิล ประเทศไทยได้รับเอาปลานิลเข้ามาเลี้ยง เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๐๒ ปลานิลปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในบ้านเราได้เป็นอย่างดี และสามารถเลี้ยงได้ในทุกภาค ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย ที่มีปริมาณก๊าซออกซิเจนต่ำ ปลานิล วางไข่ได้ตลอดปี ปลาตัวเมียจะวางไข่ ๓-๔ ครั้งในปีหนึ่ง ปลาตัวเมียมีขนาดน้ำหนัก ๒๐๐-๕๐๐ กรัม จะมีไข่ ๓๐๐-๑,๕๐๐ ฟอง ไข่อยู่ในลักษณะจม ปลาตัวเมียจะอมไข่ไว้ในปาก และจะฟักเป็นตัวภายใน ๓๖-๔๘ ชั่วโมง ในอุณหภูมิ ๒๘-๓๐ องศาเซลเซียส อาหารปลานิล ได้แก่ พืชผัก เช่น สาหร่าย แหนเป็ด เป็นต้น

ปลานิล

บ่อเลี้ยงปลานิลควรมีขนาด ๘๐๐-๑,๖๐๐ ตารางเมตร มีระดับน้ำลึก ๑-๑.๕ เมตร อัตราการปล่อย ๑๐ ตัวต่อตารางเมตร ระยะเวลาการเลี้ยง ๘-๑๐ เดือน

๔. ปลาอินเดีย

ปลาที่เลี้ยงในอินเดีย และปากีสถานเป็นปลาในครอบครัว เดียวกับปลาตะเพียน การเลี้ยงปลาอินเดียไม่แพร่หลาย เหมือนปลาจีน ในระยะหลังมีการนำไปเลี้ยงในต่างประเทศ ปลาบางชนิด เช่น ปลาแคทลา ได้นำไปเลี้ยงในศรีลังกา อิสราเอล อเมริกา และมาเลเซีย สำหรับไทยเราได้นำปลาโรฮู่ หรือยี่สกเข้ามาเลี้ยงใน พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๑๒ รวม ๒๖๖ ตัว และได้เริ่มแพร่ขยายพันธุ์ ใน พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยนำไปปล่อยตาม อ่างเก็บน้ำต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในระยะ เวลา ๒ ปี (พ.ศ. ๒๕๑๖) ปรากฏว่า ปลายี่สกเทศโตได้ขนาดน้ำหนัก ๒ กิโลกรัม

๔.๑ ปลาแคทลา เป็นปลากินแพลงก์ตอน และ ซากพืชที่เน่าเปื่อย

ปลาแคทลา

ปลาเรดเทลแคทฟิช (อังกฤษ: Redtail catfish) เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ในอันดับปลาหนัง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phractocephalus hemioliopterus ในวงศ์ปลากดอเมริกาใต้ (Pimelodidae) จัดเป็นปลาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Phractocephalus ทั้งนี้เนื่องจากชนิดอื่นที่อยู่ร่วมสกุลกันได้สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคไมโอซีนตอนต้นแล้ว (ราว 13.5 ล้านปีก่อน) คือ P. nassi ซึ่งค้นพบซากดึกดำบรรพ์ในปี ค.ศ. 2003 จากยูรูมาโค ในเวเนซุเอลา รวมถึงชนิดอื่นจากรัฐอาเกร ในบราซิล
มีรูปร่างส่วนหัวแบนกว้างและใหญ่ ปากมีขนาดใหญ่ และอ้าปากได้กว้าง ภายในช่องปากจะมีฟันหยาบ ๆ สีแดงสด ซึ่งฟันลักษณะนี้จะใช้สำหรับดูดกลืนอาหารเข้าไปทั้งตัว โดยไม่เคี้ยวหรือขบกัด แต่จะใช้งับเพื่อไม่ให้ดิ้นหลุดเท่านั้น บริเวณส่วนหัวมีจุดกระสีน้ำตาลหรือดำกระจายอยู่ทั่ว ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแดง ส่วนท้องและด้านข้างลำตัวสีขาวหรือสีเหลือง ปลายหางและครีบหลังมีสีแดงจัด อันเป็นที่มาของชื่อ มีหนวดทั้งหมดสี่คู่ คู่แรกยาวที่สุดอยู่บริเวณมุมปาก หนวดอื่น ๆ อยู่บริเวณใต้คาง
ปลาเรดเทลแคทฟิช เป็นปลาที่หากินตามท้องน้ำ โดยกินอาหารได้แก่ ปลาขนาดเล็กกว่าและสามารถกินได้ถึงขนาดที่เท่าตัวหรือใหญ่กว่าได้ ด้วยการกลืนเข้าไปทั้งตัวโดยไม่เคี้ยว เป็นปลาที่ตะกละ กินจุ กินไม่เลือก และเจริญเติบโตได้เร็วมาก โดยเฉพาะลูกปลา
พบกระจายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำอเมซอน, โอริโนโค และเอสเซคิวโบ โดยมีชื่อเรียกในภาษาถิ่นว่า Cajaro และ Pirarara หรือ ปลากล้วย
มีขนาดโตเต็มที่ได้ประมาณ 1-1.5 เมตร น้ำหนักหนักได้ถึง 51.5 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักของส่วนหัวมากถึง 1 ใน 4
เป็นปลาที่นิยมตกเป็นเกมกีฬา และนิยมบริโภคกันทั่วไป โดยเฉพาะในประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงกันเพื่อบริโภคแทนเนื้อปลาคัง (Hemibagrus wyckioides) ซึ่งเป็นปลาพื้นบ้านทดแทน เนื่องด้วยการที่เพาะขยายพันธุ์ง่ายและเติบโตเร็ว อีกทั้งเนื้อยังมีรสชาติดี และยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย ซึ่งจัดว่าเป็นปลาจากต่างประเทศที่มีการเลี้ยงกันมานานกว่า 30 ปีแล้ว มีราคาขายที่ไม่แพง ในปัจจุบัน ยังมีการผสมข้ามพันธุ์กับปลาในวงศ์เดียวกัน เช่น ปลาไทเกอร์โชวเวลโนส (Pseudoplatystoma fasciatum) เกิดเป็นลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ หรือมีสีสันที่แตกต่างไปจากปลาดั้งเดิมอีกด้วย เช่น สีขาวล้วน หรือสีดำทั้งลำตัว หรือปลาเผือก ซึ่งปลาที่มีสีสันแปลกเช่นนี้จะมีราคาซื้อขายที่แพงกว่าปลาปกติมาก แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดเป็นปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เมื่อมีปลาบางส่วนได้หลุดรอดลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ

๔.๒ ปลาโรฮู่ เป็นปลากินพืชและซากพืชเน่าเปื่อย

ปลาโรฮู่

ปลายี่สกเทศ หรือ ปลาโรหู้ (เบงกาลี: রুই) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Labeo rohita ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) มีรูปร่างลำตัวยาวทรงกระบอก ส่วนหัวสั้น ปากเล็ก มีหนวดสั้น 2 คู่ ริมฝีปากเป็นชายครุยเล็กน้อย และมีแผ่นขอบแข็งที่ริมฝีปากบนและล่าง มีเกล็ดขนาดเล็กตามแนวเส้นข้างลำตัว ครีบหลังและครีบก้นมีขนาดเล็ก ครีบหางเว้าลึก ลำตัวด้านบนสีคล้ำ ปลาขนาดใหญ่จะมีจุดสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลอ่อนแต้มที่เกล็ดแต่ละเกล็ด ท้องมีสีจาง ครีบสีคล้ำมีขอบสีชมพูอ่อนหรือแดง
ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 60-80 เซนติเมตร พบใหญ่สุดได้ถึง 1 เมตร เป็นปลาพื้นถิ่นของภูมิภาคเอเชียใต้ตอนบน พบในรัฐโอริศา, รัฐพิหาร และรัฐอุตตรประเทศในอินเดีย, แม่น้ำคงคา, ปากีสถาน จนถึงพม่าทิศตะวันตก
มีพฤติกรรมอาศัยอยู่ในระดับกลางของแม่น้ำจนถึงท้องน้ำ ใช้ปากแทะเล็มพืชและสัตว์น้ำขนาดเล็กและอินทรียสารเป็นอาหาร สามารถปรับตัวได้ดีในแหล่งน้ำนิ่งแต่จะไม่วางไข่
เป็นปลาเศรษฐกิจที่นิยมใช้บริโภคในภูมิภาคแถบนี้ โดยปรุงสด เช่น แกงกะหรี่ ในประเทศไทยถูกนำเข้ามาในปี พ.ศ. 2511 เช่นเดียวกับปลากระโห้เทศ (Catla catla) และปลานวลจันทร์เทศ (Cirrhinus cirrhosus) เพื่อเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เป็นปลาเศรษฐกิจในประเทศ ปราฏฏว่าได้ผลสำเร็จเป็นอย่างดี และได้รับความนิยมมาก โดยมีการเลี้ยงอย่างแพร่หลายในหลายโครงการของกรมประมงทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน อีกทั้งยังเป็นที่นิยมของบ่อตกปลาต่าง ๆ อีกด้วย จนสามารถขยายพันธุ์ได้เองในแหล่งน้ำของประเทศไทย เช่น ที่แม่น้ำโขง