วินทร์ เลียววาริณ โพสต์ถึงหมุดคณะราษฎรกับทฤษฎีมนตร์ดำ

643bd29d-5868-4a44-8440-dd2a33377d38
วินทร์ เลียววาริณ โพสต์ถึงหมุดคณะราษฎรที่หายไป กับทฤษฎีมนตร์ดำ จนหลายคนแชร์สนั่น
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 เฟซบุ๊ก วินทร์ เลียววาริณ มีการเขียนข้อความถึงหมุดคณะราษฎรที่หายไป มีรายละเอียดดังนี้
เรื่องหมุดคณะราษฎรหายไปอย่างมีปริศนาเป็นข่าวหน้าหนึ่งทั่วประเทศ ตามมาด้วยบทวิเคราะห์การเมืองของ ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ทางการเมืองหลายท่าน แต่ด้วยนิสัยลืมง่ายของคนไทย ฟังธงว่าอีกไม่กี่วัน เรื่องนี้ก็คงเงียบหายไปโดยไม่มีใครสนใจตามเคย
แต่ทฤษฎีหนึ่งมาแปลกกว่าชาวบ้าน มันเสนอว่าหมุดคณะราษฎรเกิดขึ้นเพื่อเป้าหมายทางไสยศาสตร์ นั่นคือมันทำหน้าที่สะกดดวงเมือง ไม่ให้อำนาจเก่ากลับมา อะไรประมาณนั้น
ทฤษฎีมนตร์ดำนี้ฟังสนุกกว่าบทวิเคราะห์ทั้งหลายมาก !
แน่ละ ทฤษฎีนี้ย่อมเป็นไปได้ แต่โบราณมา คนจะทำการใหญ่ก็ต้องพึ่งโหราศาสตร์ไสยศาสตร์ ผู้ก่อการ 2475 อาจเชื่อเช่นนั้นจริง แต่หากวิเคราะห์ด้วยข้อมูลแล้ว มนตร์ดำในรูปหมุดไม่น่าจะจำเป็น เพราะมันเกิดขึ้นทีหลังการก่อการ
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 รัชกาลที่ 7 ทรงปฏิเสธทางเลือกให้สู้ และปีถัดมาเมื่อเกิดกบฏบวรเดช คณะราษฎรก็ยังคงดำรงอำนาจได้มั่นคง ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มนตร์ดำอะไร
ตั้งแต่ 2476 ถึง 2490 อำนาจก็ยังคงเป็นของคณะราษฎร แม้ว่าภายในคณะราษฎรจะแตกร้าว จนเมื่อเกิดรัฐประหาร 2490 ก็สิ้นสุดคณะราษฎรโดยสิ้นเชิง

ดังนั้นทฤษฎีเรื่องไสยศาสตร์ ต่อให้เป็นเรื่องจริง ก็พิสูจน์ว่าไม่ได้ผล
แต่ไหนๆ เมื่อมีคนมองในมุมนี้ ก็ขอเสริมข้อมูลอีกนิดว่า หลังจากคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสำเร็จ กรมพระนครสวรรค์ฯ เสด็จออกนอกประเทศ ไปประทับที่บันดุง อินโดนีเซีย ไม่ได้กลับแผ่นดินเกิดอีก รัชกาลที่ 7 ก็ทรงสละราชสมบัติไปประทับที่ประเทศอังกฤษและสวรรคตที่นั่น สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือคณะผู้ก่อการซึ่งมีบทบาทเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้นก็พบชะตากรรมเดียวกัน
ปรีดี พนมยงค์ ถูกขับออกไปอยู่ฝรั่งเศสในปี 2476 แล้วกลับมา และหลังรัฐประหาร 2490 และกบฏวังหลวง 2492 ก็ลี้ภัยที่ต่างแดน ไม่ได้กลับบ้าน
พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกฯ คนแรก ลี้ภัยที่ปีนัง
สี่ทหารเสือ พระยาพหลฯ ไม่ได้ลี้ภัย แต่ตายอย่างยากไร้ ไม่มีเงินค่าทำศพ
พระยาฤทธิอัคเนย์ลี้ภัยที่มลายู
พระยาทรงสุรเดชถูกเนรเทศไปอยู่ในกรุงพนมเปญ โดยไม่มีทรัพย์สินเงินทอง ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการทำขนมกล้วยขายและรับจ้างซ่อมจักรยาน ถึงแก่อนิจกรรมในปี 2487 ที่กรุงพนมเปญ
พระประศาสน์พิทยายุทธถูกไล่ไปเป็นอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกรัฐประหาร 2500 ลี้ภัยที่ญี่ปุ่น ไม่ได้กลับบ้าน
ประยูร ภมรมนตรี ถูก ‘เนรเทศ’ ไปอยู่ต่างประเทศ
และอีกหลายท่าน
ตอนรีเสิร์ชประวัติศาสตร์เพื่อเขียนเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ปีกแดง ผมก็ค่อนข้างแปลกใจเมื่อเจอข้อมูลนี้
แน่นอน ถ้าเราจะโยงข้อมูลจริงเหล่านี้กับเรื่องมนตร์ดำหรือกรรม ก็ย่อมทำได้ และมีสีสันมาก แต่ผมไม่เชื่อเช่นนี้เลย
ผมวิเคราะห์ออกด้วยคำคำเดียว – อำนาจ
อำนาจเป็นของร้อน เมื่อได้มาก็ต้องร้อนรุ่ม ต้องแย่งกัน ต้องฆ่ากัน
เหตุการณ์การลี้ภัย เข่นฆ่ากันทางการเมือง ฆ่าเพื่อน ฆ่าพี่น้อง ฆ่าอาจารย์ ก็ล้วนเป็นผลมาจากการแย่งชิงอำนาจทั้งสิ้น
แต่ผมไม่ใช่คนแรกที่วิเคราะห์อย่างนี้ คนแรกที่พูดเรื่องนี้คือกรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งคณะราษฎรจับเป็นตัวประกันในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ผู้ที่ไป ‘จับตัว’ ก็คือคนสนิท ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี แกนนำของคณะราษฎร
มีบันทึกเหตุการณ์นี้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นบทสนทนาระหว่างกรมพระนครสวรรค์วรพินิตกับ ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี ขอยกมาจากนวนิยาย น้ำเงินแท้ ข้อความทั้งหมดมาจากบันทึก ดังนี้ :
ทรงกริ้ว รับสั่งเสียงหนักแน่นว่า “ตาประยูร แกเป็นกบฏ โทษถึงต้องประหารชีวิต” ร.ท. ประยูรบอกว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นกบฏ ไม่ได้ล้มพระราชบัลลังก์ ถ้าข้าพระพุทธเจ้าทำการสำเร็จ ใต้ฝ่าพระบาทไม่มีอันตรายแต่ประการใดพ่ะย่ะค่ะ”
มีรับสั่งถาม “พวกแกที่ยึดอำนาจนี้ต้องการอะไร ? มีความประสงค์อะไร ? ต้องการปาลีเมนต์ มีคอนสติติวชั่นใช่ไหม ?” ร.ท. ประยูร กราบทูลว่า “ใช่พ่ะย่ะค่ะ” ทรงนิ่งชั่วครู่ แล้วรับสั่งถามว่า “แล้วมันจะดีกว่าที่เป็นอยู่เวลานี้หรือ ตาประยูร ?” ร.ท. ประยูร กล่าวว่า “อารยประเทศทั่วโลกก็มีปาลีเมนต์กันทั่วไป ยกเว้นอาบิสซีเนียพ่ะย่ะค่ะ”
ทรงถามว่า ร.ท. ประยูรอายุเท่าไร ร.ท. ประยูร กราบทูลว่า 32 ก็รับสั่งว่า “เด็กเมื่อวานซืนนี้เอง นี่แกรู้จักคนไทยดีแล้วหรือ แกจะต้องเจอปัญหาเรื่องคน พระราชวงศ์จักรีครองเมืองมาร้อยห้าสิบปีแล้ว รู้ดีว่าคนไทยนี่ปกครองกันได้อย่างไร อ้ายคณะของแกจะเข็นครกขึ้นเขาไหวรึ ?”
ร.ท. ประยูร กล่าวว่า “ก็ทรงปกครองให้ประชาชนงมงายกันตลอดมานับร้อยนับพันปี จะมาเอาดีหวังการยึดอำนาจการปกครองในวันนี้ให้ลงรูปลงรอยราบรื่นไปทีเดียวคงเป็นไปไม่ได้ คงจะต้องยึดอำนาจกันต่อไปอีกหลายยก เรื่องคอนสติติวชี่นและสภาปาลีเมนต์มันก็เริ่มกันสักวันหนึ่ง ถ้าไม่นับหนึ่งก็ไปนับสิบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินงานวันนี้ ยังไม่มีผู้ใดเสียชีวิตพ่ะย่ะค่ะ”
“แกเรียนอะไรมา ?” ร.ท. ประยูรตอบว่า “เรียนรัฐศาสตร์จากปารีสพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ ! มีความรู้มาก แกรู้จักโรเบสเปียร์ ดันตอง เพื่อนน้ำสบถฝรั่งเศสดีแน่ ในที่สุดมันผลัดกันเอากิโยตีนเฉือนคอกันทีละคน จำได้ไหม ? ฉันสงสาร ฉันเลี้ยงแกมา นี่แกเป็นกบฏ รอดจากอาญาแผ่นดิน ไม่ถูกตัดหัว แต่จะต้องถูกพวกเดียวกันฆ่าตาย แกจำไว้ ?…”
นี่ก็คือคำที่กรมพระนครสวรรค์วรพินิตตรัสไว้ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และก็เป็นจริงตามนั้น อำนาจไม่เคยเข้าใครออกใคร
เพราะอำนาจก็คือมนตร์ดำที่ร้ายกาจที่สุด !
ป.ล. ใครอยากส่งต่อบทความนี้ ยกเอาไปทั้งหมดนะครับ กรุณาอย่ายกแค่บางท่อนแล้วสรุปเอาเองว่าผู้เขียนเป็นกลุ่มไหน ผู้เขียนแค่เล่าประวัติศาสตร์ท่อนหนึ่งให้ฟัง อ่านด้วยวิจารณญาณเพื่อจะได้เข้าใจการเมืองไทยโดยรอบด้าน
……………………
วินทร์ เลียววาริณ

ยูไนเต็ด แอร์ไลน์สอ่วม! คนบอยคอตต์ หุ้นร่วง สูญกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ฯ

 

“ออสกา มูโนส” ซีอีโอของสายการบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส ออกมาขออภัยต่อเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้น บนเครื่องบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน 3411 ที่กำลังจะออกเดินทางจากนครชิคาโก ไปยังเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี เมื่อเย็นวันอาทิตย์ (9 เม.ย.) เนื่องจากเกิดปัญหาผู้โดยสารจองเกินจำนวนที่นั่ง ทางสายการบินจึงขอให้ผู้โดยสารสมัครใจสละที่นั่ง แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทางการบิน 3 นาย กลับลากผู้โดยสารชายรายหนึ่งออกจากที่นั่ง จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก โดยทางผู้บริหารสายการบิน กล่าวว่า ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส พร้อมที่จะรับผิดชอบอย่างเต็มที่ และขอเวลาจนถึงวันที่ 30 เม.ย. นี้ เพื่อสอบสวนว่า เกิดอะไรขึ้นบนเที่ยวบินนั้น พร้อมกับรับปากว่า เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเที่ยวบินของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส มีผู้โดยสารบันทึกภาพเอาไว้ได้หลายคนและนำไปโพสต์ในโลกออนไลน์ เรียกเสียงตำหนิต่อการปฏิบัติกับผู้โดยสารที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นใบหน้าของผู้โดยสารชายชาวเอเชีย ที่เต็มไปด้วยเลือด

ล่าสุด สื่อสังคมออนไลน์ในจีน ที่ให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ และกำลังเรียกร้องให้บอยคอตต์ ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส เพราะมีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติ แม้ผู้บริหารจะออกมากล่าวขอโทษแล้วก็ตาม แต่เหตุอื้อฉาวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ส่งผลให้หุ้นของยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส ร่วงลงหนักเกือบ 4% ทำให้สายการบินสูญเสียไปแล้วถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

“ซินแสโชกุน” เจ้าของบริษัท “เวลท์ เอเวอร์” คือใคร?

 

 

หลายคนอาจจะสงสัย “ซินแสโชกุน” เป็นใคร ในวันนี้ทีมข่าวพีพีทีวี ได้รวบรวมประวัติของผู้ที่อ้างตัวว่าเป็น ซินแสโชกุน และเป็นเจ้าของบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด ที่จัดทริปพาสมาชิกไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น มีที่มาที่ไปอย่างไร

จากการตรวจสอบข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตพบว่า มีเพียงการแชร์ข้อมูลกันในโลกออนไลน์เท่านั้น และมีการโพสต์คลิปลงในยูทูป อ้างว่าคนในคลิปนี้คือเจ้าของบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด พร้อมกับข้อความบางส่วนระบุว่า บริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด ได้จดทะเบียนบริษัทที่ไทย ฮ่องกง และที่มาเก๊า

โดยสมาชิกของบริษัท เป็นกลุ่มคนทำธุรกิจที่ช่วยทำการตลาดให้ออลลีเซี่ยนชาย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผม หรือ ผลิตภัณฑ์ขายตรง เนื่องจากซินแสโชกุน เคยทำธุรกิจนี้มาก่อนและประทับใจในตัวสินค้า จึงเปิดมาในการทำโปรดักส์นำเข้าส่งออก และกำลังดำเนินการผลิตน้ำแร่ น้ำชาขาว ภายใต้แบรนด์เวลท์เอเวอร์ทั้งหมด มีกระเป๋า เสื้อผ้า

ทำแอพพลิเคชั่นออนไลน์ขายสินค้าคุณภาพ ทำธุรกิจทองคำ ธุรกิจด้านสื่อบันเทิง ผลิตซีรีย์ ผลิตรายการทีวี และอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศฮ่องกง เพื่อให้สมาชิกทุกท่านมีรายได้ โดยมีการโปรโมทว่า เราไม่ใช่ธุรกิจขายตรง แต่เราจะทำธุรกิจหลายด้านเพื่อให้ทุกท่านมีกระเป๋าเงินหลายๆใบ ส่วนทริปเที่ยวเป็นเพียงการโปรโมทเชิญชวนคนให้มาทำธุรกิจร่วมกัน และละลายพฤติกรรมร่วมกันเท่านั้น

ขณะเดียวกันทีมข่าว พีพีทีวี ได้ตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เกี่ยวกับหนังสือรับรองของบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จดทะเบียนประเภทนิติบุคคล ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาทถ้วน สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ หมู่ที่ 9 ตำบลหนองยาว อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์

โดยมีวัตถุประสงค์คือ ประกอบกิจการผลิตและจำหน่าย นำเข้า-ส่งออก น้ำดื่ม ชา กาแฟ น้ำแร่ และเครื่องดื่มทุกชนิด และ ประกอบกิจการผลิตและจำหน่าย นำเข้า-ส่งออก กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายทุกประเภท

รวบ ศรีสุวรรณ จรรยา หลังพยายามยื่นนายกฯ ทวงคืนหมุดคณะราษฎร

suwan
เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ก่อนเข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์รับเรื่องร้องเรียนทำเนียบรัฐบาล กรณีขอให้มีการติดตามทวงคืนหมุดคณะราษฎร

จากกรณีหมุดคณะราษฎร รำลึกเหตุการณ์การอภิวัฒน์สยาม 2475 บริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ถูกรื้อถอนและเปลี่ยนเป็นหมุดใหม่ ซึ่งสร้างความเคลือบแคลงสงสัยและเกิดเป็นคำถามอย่างมากมายว่า ใครเป็นผู้เปลี่ยนและเปลี่ยนเพราะเหตุผลใด จนเกิดเป็นกระแสเรียกร้องในโซเชียลมีเดียให้เจ้าหน้าที่ติดตามนำหมุดของเดิมกลับคืนมา พร้อมดำเนินคดีต่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนี้ให้ถึงที่สุด
ล่าสุดวันนี้ (18 เมษายน 2560) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การมูลนิธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางไปยื่นหนังสือต่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนทำเนียบรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้มีการสอบสวนการรื้อถอนหมุดคณะราษฎรและนำหมุดใหม่มาฝังแทนที่ ว่าเป็นการกระทำของบุคคลหรือหน่วยงานใด พร้อมขอให้ดำเนินคดีต่อผู้ที่นำหมุดเดิมไป เพราะหมุดคณะราษฎรถือเป็นสัญลักษณ์เชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาติไทย

ทว่าก่อนที่นายศรีสุวรรณจะยื่นหนังสือได้มีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารไม่ทราบสังกัดเข้าควบคุมตัวพร้อมนำตัวขึ้นรถออกไปจากทำเนียบรัฐบาลในทันที ซึ่งในระหว่างการถูกเชิญตัวนายศรีสุวรรณ ไม่ได้มีการพูดอะไร แต่มีสีหน้ากังวล และยอมทำตามคำสั่งเจ้าหน้าที่

โดยหนึ่งในผู้ที่ถูกคุมตัว เล่าว่า เมื่อนายศรีสุรรณ มาถึงศูนย์บริการประชาชน ก็มีเจ้าหน้าที่ทหารมาเชิญตัวขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่บริเวณด้านหลังศูนย์บริการประชาชน เพื่อไปยัง กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งตนเองตัดสินใจขอขึ้นรถตู้คันดังกล่าวไปด้วย และเมื่อขับรถออกไประยะหนึ่งทหารได้เชิญตัวตนเองและคนติดตามนายศรีสุวรรณอีกคนหนึ่งลงจากรถโดยให้เงินจำนวน 100 บาท เพื่อเป็นค่ารถเดินทางกลับ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2560 นายศรีสุวรรณ ออกแถลงการณ์ในนามสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เรื่อง ขอทวงคืนหมุดคณะราษฎร โดยมีเนื้อหาระบุว่า การที่มีบุคคลหรือหน่วยงานใด ได้กระทำการอันพยายามบิดเบือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชาติในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาญา และขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 57 (1) ประกอบมาตรา 78 ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงวัฒนธรรม จะต้องเร่งดำเนินการนำหมุดคณะราษฎรดังกล่าวกลับมาประดิษฐานยังที่เดิม หากไม่ดำเนินการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจะใช้สิทธิตามมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในลำดับต่อไป

ขณะเดียวกันคณะอธิปไตยปวงชนชาวไทยเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนในเรื่องหมุดที่มีการฝังใหม่เช่นเดียวกัน แต่เป็นประเด็นทักท้วงเรื่องการนำถ้อยคำเกี่ยวกับพระรัตนตรัยและสถาบันพระมหากษัตริย์มาเขียนไว้บนหมุดที่ฝังไว้บนพื้นดิน ซึ่งทางกลุ่มรู้สึกไม่สบายใจเนื่องจากเป็นของสูง จึงขอใหัรัฐบาลมีการพิจารณาในเรื่องการฝังหมุดในลักษณะนี้ด้วย

องค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ทวงคืนหมุดคณะราษฎร จ่อฟ้องถ้าไม่นำของเดิมมาคืน

 

aaa2องค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์ ทวงคืนหมุดคณะราษฎร ชี้บิดเบือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชาติ เร่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำของเดิมมาคืนด่วน มิเช่นนั้นจะดำเนินการฟ้องร้องแน่นอน

เป็นประเด็นที่สังคมและโลกออนไลน์ให้ความสนใจไม่น้อยกับกรณี หมุดคณะราษฎร รำลึกเหตุการณ์การอภิวัฒน์สยาม 2475 ที่บริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ถูกเปลี่ยนไป จากของเดิมที่มีข้อความระบุว่า “ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ” ถูกเปลี่ยนเป็นหมุดใหม่ที่ข้อความใหม่ โดยรอบนอกระบุว่า “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง” และในวงด้านใน ระบุว่า “ขอประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์ หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน” อันนำมาซึ่งความเคลือบแคลงสงสัยและเกิดเป็นคำถามตามมามากมายว่า ใครเป็นผู้เปลี่ยนและเปลี่ยนด้วยเพราะเหตุผลใด
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด (14 เมษายน 2560) ผู้สื่อข่าวมีรายงานว่า นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ออกแถลงการณ์ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เรื่อง ขอทวงคืนหมุดคณะราษฎร โดยมีเนื้อหาระบุว่า การที่มีบุคคลหรือหน่วยงานใด ได้กระทำการอันพยายามบิดเบือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชาติในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาญา และขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 57(1) ประกอบมาตรา 78 ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงวัฒนธรรม จะต้องเร่งดำเนินการนำหมุดคณะราษฎรดังกล่าวกลับมาประดิษฐานยังที่เดิม หากไม่ดำเนินการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญจะใช้สิทธิตามมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไปแน่นอน