เกิดมาเพื่อแชมป์! “เจวอน วอลตัน” เจ้าหนูกำปั้นวัย 10 ขวบ

29-2

เจวอน “วอนนา” วอลตัน เจ้าหนูวัยเพียง 10 ขวบ แต่ลีลาการชกต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการออกหมัด ฟุตเวิร์ค หรือแม้กระทั่งชั้นเชิงลีลาการหลบหมัด ต้องบอกว่า เจ้าหนูรายนี้ทำมันได้ดีเกินคาด และที่สำคัญคือเจ้าตัวเพิ่งมีอายุเพียงแค่ 10 ปี เท่านั้น

กำปั้นดาวรุ่งใช้เวลาฝึกซ้อมมวย ถึง 32 ชั่วโมง/สัปดาห์ โดยมีคุณพ่อเป็นผู้เทรนด์การชกให้ ถึงขนาดเคยได้รับคำชมจาก กาเนโล่ อัลวาเรซ ยอดนักชกชาวเม็กซิกัน ว่ามีสิทธิ์ก้าวเป็นยอดกำปั้นในวงการหมัดมวยแน่นอนในอนาคต

นอกจากนี้เจ้าตัวยังกลายเป็นคนดังในแวดวงกำปั้นรุ่นเล็ก เมื่อโชว์ฟอร์มในการชกได้ดีจนถึงขั้นเป็นแชมป์ต่างๆมากมาย และเป้าหมายขั้นแรกของเจ้าตัวคือการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก ให้ได้

“มาร์คัส มอร์ริสัน” จากเส้นทางลูกหนัง…สู่สังเวียนกำปั้น

29-1

“นายมันตัวเล็กไป” นั่นคือคำที่โค้ชบอกกับเด็กชายอายุ 16 ปี รายหนึ่งในสโมสร “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมดังของเกาะอังกฤษ

ย้อนหลังไปเมื่อ 7 ปีก่อน มาร์คัส มอร์ริสัน เด็กน้อยที่มีความฝันอยากเป็นนักฟุตบอล แถมพยายามจนได้เป็นนักเตะเยาวชนของสโมสรในระดับพรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ

หลายสิ่งหลายอย่างเหมือนจะสวยหรู แต่เส้นทางไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะนับตั้งแต่วันที่โค้ชพูดกับเจ้าตัวว่าไม่เหมาะกับทีม เหตุเพราะเจ้าตัวร่างกายเล็กเกินไป เจ้าตัวก็ไม่มีโอกาสในทีมอีกเลย เนื่องจากถูกปล่อยตัวทิ้งออกจากทีม แน่นอนความฝันของเด็กหนุ่มมลายหายไปทันที

แต่ใช่ว่าจะมืดมนหนทางซะทีเดียว เมื่อผู้เป็นพ่อได้ค้นพบพรสวรรค์อีกอย่างของเจ้าตัว นั่นคือมีการออกหมัดที่รวดเร็ว ที่สำคัญมันยังหนักหน่วงเสียด้วย หลังต้องผิดหวังกับกีฬาที่รักตั้งแต่เด็ก เจ้าตัวก็เบนเป้าสู่ฝันครั้งใหม่ บนสังเวียนผ้าใบ

ที่สำคัญกีฬาชนิดใหม่ดูจะไปได้ดี เมื่อปัจจุบัน มอร์ริสัน ในวัย 23 ปี สร้างสถิติการชกอันสวยหรู ชก 13 ไฟต์ ชนะ 13 ไฟต์ แถมเป็นการชนะน็อกถึง 10 ไฟต์ เรียกว่าดูดีมีอนาคต

และเป็นเจ้าของแชมป์แชมป์เข็มขัดเงินของสภามวยโลก (WBC silver Belt) ในรุ่นมิดเดิ้ลเวท หรือที่เข้าใจง่ายๆก็คือ รองแชมป์โลกอันดับ 1 ที่รอวันขึ้นชิงแชมป์นั่นเอง

ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไปว่า เส้นทางกำปั้นของเจ้าตัวจะไปได้สวยถึงขั้นผงาดคว้าเข็มขัดแชมป์หรือไม่ แต่ที่แน่ๆตอนนี้ โค้ชฟุตบอลรายนั้นคงมีเสียวๆเป็นแน่ 555

คนแรกที่ทำได้! “เมสซี่เจ” ผงาดคว้า MVP สองสมัยติด

26-2

“เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ กองกลางทีมชาติไทย กลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ” หลังได้รับการคัดเลือกให้เป็น นักเตะยอดเยี่ยมของรายการเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

ดาวเตะวัย 23 ปี โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ จนคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของศึกชิงแชมป์อาเซียน 2016 ไปครอง นับเป็นครั้งที่ 2 ของ เจ้าตัวที่ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม หลังเคยได้เมื่อปี 2014 และถือเป็นนักเตะคนแรกของอาเซียนที่ได้รางวัลดังกล่าวถึง 2 สมัยติดต่อกัน

โดยเจ้าตัวได้เปิดใจหลังคว้ารางวัลนี้ “จริงๆผมไม่คิดว่าจะได้รางวัลนี้มาก่อน เพราะมีคนอื่นที่โชว์ฟอร์มได้เด่นกว่าผมด้วย เราก็ต้องพัฒนาตัวเองต่อไป ขอบคุณพี่โก้ สต๊าฟทีมงานพี่ๆเพื่อนๆที่ทำให้ผมได้รางวัลนี้ รางวัลนี้สามารถเป็นของทุกคนถ้าไม่มีทุกคนผมคงไม่ได้รางวัลนี้” ดาวเตะเจ้าของรางวัลกล่าว

เส้นทางสายลูกหนัง กับ “ซีพี สานฝัน…ปันโอกาส” สู่นักฟุตบอลอาชีพ

26-1

หากเป็นเมื่อก่อนผมบอกเลย การที่น้องๆหนูๆ ผู้ที่มีหัวใจที่อุดมไปด้วยแรงปรารถนา หวังจะก้าวขึ้นไปเล่นฟุตบอลในระดับอาชีพ และเลี้ยงครอบครัวให้มีอนาคตที่ดี เป็นเรื่องที่ยากมากด้วยองค์ประกอบหลายๆอย่าง มันทำให้เด็กที่เป็นเยาวชนในสมัยก่อน เอาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้น มันคือจุดบอด เพราะไม่มี “โอกาส” ที่ใครหยิบยื่นให้

มาถึงในยุคที่ฟุตบอลเฟื่องฟูทุกวันนี้ สโมสรฟุตบอลในระดับอาชีพ หรือในระดับลีกสูงสุด ทุกอย่างล้วนดีขึ้นตามลำดับ และ ถูกส่งต่อไปจนถึงผลงานที่ดีในนามทีมชาติโครงการที่เปิดโอกาสให้เด็กๆเยาวชน เริ่มมีบทบาท และเข้ามาให้การสนับสนุน เริ่มมีเข้ามามากขึ้น ทืล่าสุด “ซีพี สานฝัน…ปันโอกาส ปั้นเยาวชนเข้าสโมสรฟุตบอลอาชีพ” คือโครงการที่สร้างทั้งความสุข และเป็นการมอบโอกาสให้เด็กในระดับอายุ 11-13 ปี

โดยโครงการนี้ เพิ่งจบลงไป โดยมี นายอภัยชนม์ วัชรสินธุ์ รองกรรมการผู้จัดการด้านประสานกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานเปิดโครงการ “ซีพี สานฝัน…ปันโอกาส ปั้นเยาวชนเข้าสโมสรฟุตบอลอาชีพ” ซึ่งรอบสุดท้ายนี้ ทำการคัดเลือกนักเตะเยาวชนไทยฝีเท้าดีกว่า 80 คนจากผู้สมัคร 5,000 คนทั่วประเทศ วัดทักษะเข้มข้นเค้นสุดยอด ก่อนจะได้นักเตะจำนวน 20 คน เข้าสู่โครงการฝึกหัดฟุตบอลอาชีพกับ “สโมสรแบงค็อก ยูไนเต็ด” พร้อมรับทุนการศึกษามัธยมที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ณ สนามทีโอที สเตเดี้ยม สำหรับรอบคัดเลือกในรุ่น 11-13 ปี รอบสุดท้าย ซึ่งคัดจากเยาวชนกว่า 5,000 คน ทั่วประเทศไทย จนคัดแล้ว คัดอีก จนได้ตัวแทนน้องๆ ฝีเท้าดี 20 คน เข้าสู่โครงการเพื่อสานต่อการเดินทางในเส้นทางลูกหนังของน้องๆ

ด้าน นายขจร เจียรวนนท์ ประธานสโมสรฟุตบอลแบงค็อก ยูไนเต็ด กล่าวว่า ”ขอแสดงความยินดีแก่เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 20 คน ทางอะคาเดมี่ของสโมสรแบงค็อก ยูไนเต็ด รับปากว่าจะดูแลทุกคนเป็นอย่างดี “เรามีผู้เชี่ยวชาญทั้งโค้ชฝ่ายเทคนิคและทีมสตาฟฟ์ที่จะให้ความรู้แก่เด็กทุกคนอย่างเต็มที่เหมือนเช่นทีมชุดใหญ่ของเรา เราจะมีการคัดเลือกเด็กที่มีแววเข้าสู่ทีม รวมถึงมีสโมสรพาร์ตเนอร์จากต่างประเทศ ที่เข้ามาติดตามดูเช่นกัน” “ดังนั้นขอให้ทุกคนตั้งใจ มุ่งมั่น และมีวินัย ผมเชื่อมั่นว่า 20 คนวันนี้ ในอนาคตต้องมีคนสามารถก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับเอเชียหรือยุโรปได้ เพราะเด็กไทยมีพรสวรรค์อยู่แล้ว ถ้าได้เติมด้านเทคนิคและโภชนาการก็จะมีโอกาสแน่นอน” “ส่วนคนที่ไม่มีชื่อในวันนี้ ไม่ใช่ว่าจะจบกันแค่นี้ ตอนนี้ทุกคนยังอายุน้อยอยู่ ยังมีโอกาสอีกมาก รายการนี้ยังมีอีกในปีหน้า รวมถึงทางสโมสรแบงค็อก ยูไนเต็ดเองก็ยังมีการเปิดรับสมัครคัดเลือกเยาวชนเข้าสู่ทีมเช่นกัน” นายใหญ่ของทีมแบงค็อก ยูไนเต็ด กล่าวปิดท้าย

ฟุตบอลคือความฝันของเด็กๆเหล่านี้ ตอนนี้พวกเขาได้ก้าวไปอีกขั้น เพื่อทำตามสิ่งที่ตัวเองฝันไว้ความสำเร็จจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าหรือไม่ คงยังไม่มีใครจะรู้ได้ว่าเด็กเหล่านี้จะไปถึงฝันหรือเปล่าแต่เชื่อเถอะว่า ตราบใดที่เรายังมีโครงการที่เปิดโอกาสให้เด็กๆแบบนี้ อนาคตของฟุตบอลทีมชาติไทยของเรา จะต้องดีขึ้นไปอีกแน่นอน

ใจละลาย! “แต้ว-วาสนา สว่างศรี” จอมบล็อกหน้าสวยแห่ง 3BB นครนนท์

23-1

พาไปรู้จักกับ “แต้ว-วาสนา สว่างศรี” สาวสวยนักวอลเลย์บอลของสโมสร 3BB นครนนท์ ทีมดังในศึกวอลเลย์บอลหญิงไทยลีก

“น้องแต้ว” เกิดเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2532 ปัจจุบันอายุ 27 ปี เจ้าของส่วนสูง 176 ซม. เล่นตำแหน่งบอลเร็ว มีจุดเด่นอยู่ที่การบล็อกลูกตบได้โดดเด่นที่สุดคนนึงของวงการลูกยางลีกไทย

ในอดีตที่ผ่านมา แต้ว เคยถูกเรียกเข้าสู่แคมป์ทีมชาติมาแล้ว แต่ด้วยคู่แข่งตำแหน่งเดียวกันกับเธอมีตัวเลือกมากมาย ทำให้แต้วยังไม่มีโอกาสรับใช้ทีมชาติชุดใหญ่เสียที

อย่างไรก็ตาม แต้วมีดีกรีเป็น 1 ใน 12 ผู้เล่นทีมชาติไทยชุดลุยกีฬามหาวิทยาลัยโลก ที่ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา

และถ้านับถึงตอนนี้ เธอก็น่าจะอยู่ในใจแฟนๆลูกยางไทย(โดยเฉพาะหนุ่มๆ) ไปหลายคนเรียบร้อยแล้ว

ด่วน! “เมืองทองฯ” เตรียมแถลงปล่อย “เมสซี่เจ” เล่นเจลีก

23-2

“กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สโมสรแชมป์ไทยลีก 2016 เตรียมแถลงข่าวปล่อยตัว “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ กองกลางทีมชาติไทย ไปค้าแข้งกับ ฮอกไกโด คอนซาโดเล่ ซัปโปโร่ น้องใหม่เจลีก ญี่ปุ่น

โดยงานแถลงข่าวพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างทั้งสองสโมสร จะมีขึ้นในวันนี้ (จันทร์ที่ 19 ธันวาคม) เวลา 15.30 น. ที่ห้องแถลงข่าวของ สโมสรเอสซีจี เมืองทองฯ

ดาวเตะวัย 23 ปี จะย้ายไปร่วมทีมในแดนปลาดิบ ด้วยสัญญายืมตัว ซึ่งรายละเอียดอย่างเป็นทางการจะมีการสรุปในช่วงเย็นวันนี้

“เมสซี่เจ” เพิ่งจะโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในการแข่งขันฟุตบอล ชิงแชมป์อาเซียน 2016 จนคว้าแชมป์กับทีมได้สำเร็จ พร้อมกันนี้ยังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของรายการไปครอง นับเป็นครั้งที่ 2 ของ เจ้าตัวที่ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม หลังเคยได้เมื่อปี 2014

อนาคตไม่แน่นอน! “บิ๊กอ๊อด” ไม่เฟิร์มต่อสัญญา “ซิโก้”

20-2

“บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ผู้จัดการทีมชาติไทย เผยยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะต่อสัญญากับกุนซือช้างศึกหรือไม่

โดยสัญญาฉบับปัจจุบันของ “กุนซือจอมตีลังกา” จะหมดลงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า แต่ยังไม่มีทีท่าที่ชัดเจนจากทางสมาคมฯ ว่าจะได้รับการต่อสัญญาออกไปแต่อย่างใด แม้ล่าสุดเพิ่งจะพาทีมคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 มาครอง

“อะไรก็แล้วแต่ถ้านำมาซึ่งสิ่งที่ดีกว่า เราพร้อมหรือยังที่จะก้าวข้ามอาเซียน ถ้าเราอยากอยู่แค่นี้ ก็โอเคแค่นี้ แต่ถ้าอยากก้าวข้ามก็ต้องคิดใหม่ทำใหม่” นายกบอลไทยกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จะมีการต่อสัญญาหรือไม่ “บิ๊กอ๊อด” ตอบว่า “เป็นไปได้ทั้งนั้นว่าจะต่อหรือไม่ต่อ ยังไม่มีการพูดคุย แต่ต้องคุย อยากจะถามไปถึงแฟนบอลชาวไทยว่าอยากจะเห็นสิ่งที่ดีกว่า หรืออยากจะหยุดแค่นี้”

สำหรับ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมชาติไทย เมื่อปี 2013 โดยครั้งนั้น “บังยี” วรวีร์ มะกูดี ยังเป็นนายกสมาคมฯ และเป็นผู้ที่ติดต่อเทรนเนอร์วัย 43 ปี เข้ามารับงานคุมทีมช้างศึก

เรื่องที่น่า “ผิดหวัง” หลังเป็นแชมป์

20-1

เรื่องที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจนได้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ นัดที่สอง ระหว่างขุนพลช้างศึก “ทีมชาติไทย” กับขุนพลพญาครุฑ “ทีมชาติอินโดนีเซีย” เพราะมีกลุ่มคนส่วนน้อยบางส่วนที่ไม่อยากเรียกว่าเป็นแฟนบอลทีมชาติไทยจุดพลุแฟลร์ระหว่างการแข่งขันที่บริเวณด้านหลังประตูฝั่งเหนือ

แน่นอนว่าเรื่องนี้คงโทษฝ่ายจัดการแข่งขัน ฝ่ายรักษาความปลอดภัยหรือสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยไม่ได้ทั้งหมดเพราะถ้ามองถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นมันอยู่ที่ “จิตสำนึก” ของคนจริงๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ในรอบรองชนะเลิศกับ “ทีมชาติเมียร์มาร์” ที่บ้านของเรา รู้อยู่แล้วยังไงบอลก็เข้าชิงชนะเลิศก็ยังไปว่าแฟนบอลเพื่อบ้านแบบไม่สุภาพและที่รับไม่ได้คือการไปกระชากธงชาติอีกต่างหาก

บางทีกลับมามองความเป็นชาติเบอร์ 1 ของอาเซียนในเรื่องฟุตบอล ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ามีการให้รางวัลแฟนบอลยอดเยี่ยมเชื่อว่าคนกลุ่มน้อยที่ก่อเหตุทั้ง 2 เหตุการณ์คงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราสู้เพื่อนบ้านในอาเซียนไม่ได้ซักนิดเลย

แถมภาพที่ออกมายังสิ่งที่เป็นลบต่อวงการฟุตบอลของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่ใช่ถูกเผยแพร่แค่ในเมืองไทยเท่านั้นแต่มันออกไปทั่วโลกเลยทีเดียว และยังทำให้บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากพาลูกเข้ามาชมเกมลูกหนังเพื่อเป็นการปลูกฝังให้รักกีฬาชนิดนี้ไม่กล้าพาลูกเด็กเล็กแดงเข้ามาอีกต่างหาก

ขนาดรอบรองชนะเลิศหรือรอบชิงชนะเลิศที่เราไปเยือน “เมียร์มาร์” และ “อินโดนีเซีย” ยังไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลย ทั้งๆที่แฟนบอลเราเองนี้แหละที่หลายๆครั้งในอดีตไปเริ่มเรื่องเค้าก่อน หรือเวลาไปเยือนอินโดที่เมื่อก่อนขึ้นชื่อลือชาเรื่องความรุนแรงและอารมณ์ร่วมของแฟนบอล ยิ่งถ้าไปเล่นที่สนามเสนายันของเค้าด้วย

สำหรับบทลงโทษในเกมล่าสุด ทำให้ “ทีมชาติไทย” ได้รับผลกระทบแน่นอนเพราะจะต้องมีการประชุมด้านจริยธรรมและวินัยจากสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียหรือเอเอฟซีซึ่งจะต้องมีบทลงโทษตามมา โดยบทลงโทษจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากแมตซ์คอมมิชชั่นเนอร์หรือผู้ควบคุมการแข่งขัน เริ่มตั้งแต่การปรับเงินตั้งแต่ 25,000 เหรียญสหรัฐ (850,000 บาท) ขึ้นไปจนถึงขั้นหนักระดับ 40,000-50,000 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

ที่สำคัญยังมีโอกาสที่เราอาจจะโดนบทลงโทษที่หนักกว่าการปรับ ไม่ว่าจะห้ามแฟนบอลเข้าสนาม หรือไปเตะสนามกลางที่มาจากการถูกแบนห้ามเล่นในบ้านของตัวเองซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกมฟุตบอลโลก2008 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้ายอย่างแน่นอน โดยไทยจะต้องเป็นเจ้าบ้านอีก 3 เกมในการเจอกับ “ทีมชาติออสเตรเลีย” “ทีมชาติอิรัก” และ “ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย”

ตอนนี้สิ่งที่ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพทำได้คือการหาตัวผู้กระทำและผู้ก่อเหตุมาลงโทษอย่างรุนแรง เพื่ออย่างน้อยๆบุคคลเหล่านี้จะได้ไม่มาสร้างปัญหาให้กับเราได้อีกคราวหน้า

มาถึงตอนนี้ก็คงได้แต่หวังว่า อย่าให้เราถูกบทลงโทษที่รุนแรงจากทางสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียขนาดต้องโดนห้ามแข่งในบ้านเลย และขอให้ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีก

“ปีโป้” ฮีโร่! “ช้างศึก” อัด “อิเหนา” 2-0 คว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016

17-1

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน ครั้งที่ 11 หรือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 รอบชิงชนะเลิศ เลกสอง ระหว่าง ทีมชาติไทย พบ ทีมชาติอินโดนีเซีย ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

หลังจากในเลกแรก ทัพช้างศึกบุกไปพ่ายถึงถิ่นอินโดฯมาก่อน 1-2 ทำให้นัดนี้ “โค้ชซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง” และลูกทีม ต้องเอาชนะให้ได้อย่างน้อย 1-0 หรือมากกว่าเท่านั้น เพื่อพลิกกลับมาคว้าแชมป์สมัยที่ 5

นาทีที่ 9 ทีมชาติไทยได้โอกาสลุ้นก่อน ธีราทร บุญมาทัน ผ่านบอลเข้ามาในเขตโทษ ธีรศิลป์ แดงดา วิ่งเข้ามายิงด้วยซ้าย แต่โดนเหลี่ยมไม่ดี บอลข้ามคานออกไป

นาที 28 จากการจ่ายบอลพลาดของกองหลังอินโดฯ ทริสตอง โด ได้ส้มหล่นบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ แตะหนึ่งจังหวะ แต่ยิงข้ามคานออกไปไกลอย่างน่าเสียดาย

ผ่านครึ่งชั่วโมงแรกของเกม เป็นทีมชาติไทยที่ครองเกมได้แทบทั้งหมด แต่ยังหาจังหวะจบสกอร์แบบจะแจ้งไม่ได้ ส่วนอินโดฯตั้งรับรอสวนกลับตามแท็กติก

นาที 38 ไทยได้ประตูขึ้นนำ ธีราทร เปิดบอลจากด้านซ้ายเข้ามาในกรอบ 6 หลา ฟาชรุดดิน อาร์ยานโต้ แนวรับทีมเยือนเตะสกัดไม่ดี บอลมาโดนสิโรจน์ ฉัตรทอง เข้าประตูไป ไทยนำ 1-0 สกอร์รวมเสมอ 2-2 แต่ไทยได้เปรียบเนื่องจากกฏอะเวย์โกล

จบครึ่งแรก ทีมชาติไทย นำ ทีมชาติอินโดนีเซีย 1-0

เริ่มครึ่งหลังได้ 2 นาที ทัพช้างศึกหนีห่างเป็น 2-0 เป็น ชนาธิป สรงกระสินธ์ ส่งให้ สิโรจน์ ได้ยืนโล่งๆในกรอบเขตโทษ ก่อนวางเท้ายิงเต็มข้อบอลตุงตาข่ายสวยงาม สกอร์รวม ไทย พลิกนำ 3-2

ผ่าน 1 ชั่วโมงของเกม ไทยยังครองบอลได้มากกว่า ส่วนอินโดฯเปิดเกมรุกมากขึ้นเพิ่มทวงประตูคืน แต่ยังทำอะไรกันไม่ได้

นาที 70 ธีรศิลป์ ได้บอลหลุดเดี่ยวจากการจ่ายของ ชนาธิป แต่จับบอลเข้าเขตโทษแรงไปนิด โดนผู้รักษาประตูออกมาดักได้ก่อนอย่างน่าสียดาย

นาที 81 ไมก้า นายด่านอิเหนาทำฟาล์ว สิโรจน์ ในเขตโทษ ธีรศิลป์ อาสารับสังหารกลางประตู แต่ ไมก้า ยังแก้ตัวใช้เท้าเซฟไว้ได้

ท้ายเกมอินโดนีเซียมาเหลือผู้เล่น 10 คนหลัง มูฮัมหมัด เลสตาลูฮู ไปเตะบอลอัดใส่ซุ้มม้านั่งสำรองทีมชาติไทย โดนใบแดงไล่ออกจากสนามไป

หมดเวลาการแข่งขัน ไทย ชนะ อินโดนีเซีย 2-0 สกอร์รวมสองนัดชนะ 3-2 คว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 ไปครอง และเป็นสมัยที่ 5 มากที่สุดในอาเซียนด้วย

“เบอร์ 1 อาเซียน” ที่ไม่ต้องรอฟีฟ่าการันตี

17-2

วินาทีที่ “เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ดาวยิงกัปตันทีมชาติไทย ชูถ้วยแชมป์อาเซียน คัพ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016” โดยมีเพลง “we are the champions” ถูกเปิดกระหึ่ม ต่อหน้าแฟนบอลในสนามราชมังคลากีฬาสถาน เชื่อเหลือเกินว่าคงเป็นวินาที ที่แฟนบอลไทยมีความสุขกันถ้วนหน้า

ย้อนหลังไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในเกมนัดแรกที่ “ทัพช้างศึก” บุกไปพลิกพ่าย อินโดนีเซีย ที่สนาม ปากันซารี 1-2 นำมาซึ่งความผิดหวังให้กับแฟนบอล แต่มันได้ทำให้ความทะนงตัวของ “แข้งช้างศึก” หายไป แปรเปลี่ยนเป็นความกระหายในชัยชนะที่มากขึ้นเป็นทวีคูณ

ดังจะเห็นได้จากเกมนัดที่สอง ที่ “ทัพช้างศึก” เดินเกมเข้าใส่กดดันคู่แข่งตั้งแต่ต้นเกมจนกระทั่งสิ้นเสียงนกหวีดยาว นำมาซึ่งชัยชนะเหนือ “การูด้า” คู่ปรับเก่า 2-0 กับเกมในบ้าน แน่นอนมันได้ลบล้างความช้ำใจให้กับแฟนบอลได้ชนิดหมดจด เพราะตลอดทั้งเกม นักเตะทุกคนแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทที่จะรักษาแชมป์ให้ได้อีกสมัย

ชัยชนะในเกมนี้ ส่งผลให้เราฉลองแชมป์ในบ้านอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยสกอร์รวมสองนัด 3-2 พร้อมทั้งเป็นการซิวแชมป์เป็นสมัยที่ 5 มากที่สุดในรายการนี้ นอกจากนี้ยังเป็นทีมแรกในการแข่งขันที่เป็นฝ่ายแพ้ในเกมนัดชิงชนะเลิศ นัดแรก แล้วสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ซึ่งยังไม่เคยมีชาติใดในอาเซียน ทำได้มาก่อน

ไปดูผลงานของนักเตะกันบ้าง คนที่โดดเด่นที่สุดในเกมนี้ต้องยกให้ “ปีโป้” สิโรจน์ ฉัตรทอง ที่ได้รับโอกาสจาก “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ชของทีม ก่อนตอบแทนความไว้วางใจด้วยการเหมาทำคนเดียวทั้งสองประตู โดยลูกแรกต้องบอกว่า คนมันจะเกิดอะไรก็ฉุดไม่อยู่จริงๆ จากจังหวะที่แนวรับอิเหนาเตะมาโดนเจ้าตัวเข้าประตูไป ส่วนลูกที่สองต้องบอกว่าเป็นลูกถนัดของเจ้าตัวกับการปั่นโค้งด้วยขวาเสียบตาข่าย

ขณะที่รางวัลต่างๆของทัวร์นาเมนต์ นักเตะทีมชาติไทย พาเหรดเก็บรางวัลมาครองหมด ไล่ตั้งแต่ นักเตะทรงคุณค่าของรายการ ตกเป็นของ “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ มิดฟิลด์พันธุ์จิ๋ววัย 23 ปี ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัล MVP สองสมัยติดต่อกันได้เป็นคนแรกของรายการนี้
รางวัลดาวซัลโว ตกเป็นของ “เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ที่แม้เกมนัดชิงฯ จะพลาดจุดโทษอย่างน่าเสียดาย แต่ผลงานการลั่นสกอร์ในรอบที่ผ่านๆมา ด้วยจำนวน 6 ประตูก็ดีพอที่จะทำให้ ดาวยิงกัปตันทีมช้างศึก ผงาดคว้าตำแหน่งดาวยิงสูงสุดไปครอง ซึ่งถือเป็นการครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดในรายการนี้เป็นสมัยที่ 3 ของเจ้าตัว

จากการคว้าแชมป์ในเกมนี้ทำให้เราครองความเป็นหนึ่งในย่านอาเซียนต่อไป และอาร์มทองตำแหน่งแชมป์ก็จะถูกส่งต่อให้กับรุ่นต่อไปในอีก 2 ปีข้างหน้าอีกครั้ง ถึงตอนนี้ เราเป็นแชมป์สมัยที่ 5! นั่นเท่ากับว่า เราก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 อาเซียน ในสายตาชาวโลกเรียบร้อย