แรงผลักดันอันแรงกล้าของฟุตบอลญี่ปุ่น

หลังจากชมฟุตบอลระหว่าง “ทีมชาติไทย” กับ “ทีมชาติญี่ปุ่น” ซึ่งขุนพลช้างศึกแพ้แบบต้องยอมรับความจริง 0-4 ก็เกิดคำถามว่าทำไมวงการฟุตบอลของประเทศนี้ถึงพัฒนาขึ้นมาเร็วมากด้วยระยะเวลาประมาณ 20 ปี จากทีมประเภทลูกกระจ็อกหรือสมันน้อยของเอเชีย จนกลายเป็นทีมระดับโลกไปเรียบร้อยแล้ว

ถ้าถามแฟนฟุตบอลรุ่นเดอะเกินหลัก 5 หลัก 6 ขึ้นไป เชื่อว่าทุกคนอาจจะจำได้ว่า เวลาเราเจอขุนพลซามูไร เป็นปกติที่เราจะไล่ถล่มคู่แข่งกันเลยทีเดียว แต่พอมายุคนี้ต้องยอมรับว่านี้คือ “เบอร์ 1 ของเอเชีย” ซึ่งตลอด 3 วันที่สัมผัสกับกลิ่นอายกับฟุตบอลญี่ปุ่น พอสรุปได้คร่าวๆดังนั้น
สิ่งที่เห็นจากฟุตบอลญี่ปุ่นคือ “แรงผลักดัน” ซึ่งคนญี่ปุ่นอยากเห็นฟุตบอลของเค้าไปอยู่ในระดับโลกจนเป็น “ความฝัน” ของชาวแดนอาทิตย์อุทัยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เห็นได้จากพวกการ์ตูนฟุตบอลต่างๆที่ออกมาแต่ที่ดังที่สุดคงหนีไม่พ้น “กับตันซึบาสะ” ที่คอการ์ตูนชาวไทยรู้จักไม่น้อย

ทำไมต้อง “การ์ตูน” ส่วนนึงมองว่า เป้าหมายของคนที่อ่านการ์ตูนคือบรรดาเด็กผู้ชายที่กำลังโตขึ้นมาซึ่งถ้าได้อ่านการ์ตูนฟุตบอลต่างๆ น่าจะทำให้อยากเห็นทีมชาติจริงๆของตัวเองประสบความสำเร็จเหมือนในการ์ตูน โดยเฉพาะภาพที่เห็นนักเตะเดินเข้าสู่สนามในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และก็เป็นจริงในปัจจุบันแล้ว
นอกจากภาพของทีมชาติญี่ปุ่นไปเล่นฟุตบอลโลก ก็ยังมีการ์ตูนที่เห็นนักเตะไปเล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปทั้งหลาย อย่างเช่น เรื่อง “วีว่า กัลโช่” ที่พระเอกไปเล่นฟุตบอลในลีก อิตาลีซึ่งเป็นลีกอันดับ 1ของโลกในแง่ของศาสตร์ฟุตบอลเมื่อยุค 20-30 ปีที่แล้ว

เรื่องนี้ก็คงเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เราเห็นนักเตะสัญชาติซามูไรหลายคนค้าแข้งอยู่ในยุโรปในปัจจุบันไม่ว่าจะลีกไหน ไม่ใช่แค่ “กัลโช่ เซเรียอา” เพียงลีกเดียว อย่างนักเตะ 23 คนที่ “วาฮิต ซาลิฮ็อตซิส” กุนซือชาวบอสเนียของทีมเข้ามาติดทีมในฟีฟ่าเดย์สัปดาห์นี้มีนักเตะที่เล่นในยุโรปถึง 11 คนด้วยกัน

ที่สำคัญนักเตะเหล่านี้ไม่ได้ไปย้ายทีมเพราะเหตุผลทางการค้าหรือเป้าหมายการตลาดเอเชียเพียงอย่างเดียวเหมือนสมัยก่อน แต่ทีมในยุโรปก็ยอมรับในฝีเท้าของนักเตะปลาดิบ เห็นได้จากหลายคนที่เป็นนักเตะตัวหลักของสโมสรเลยทีเดียว ไม่ว่าจะ “ชินจิ คากาวะ” “เกงกิ ฮารากูชิ” “ทาคามิ อาซาชิ” “โกโตกุ ซากาอิ” ที่เล่นในลีกเมืองเบียร์ “บุนเดสลีกา” หรือในลีกอันดับ 1 ยุคนี้ “พรีเมียร์ลีก” ก็มี “มายะ โยชิดะ” กับ ชินกิ โอกาซากิ”
มุมมองของคนญี่ปุ่นต่อกีฬาชนิดนี้ที่ผมชอบ แตกต่างจากหลายๆประเทศเพราะจากป้ายโฆษณาที่น่าจะเป็นของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นในสนามที่สังเกตุในเกมวันก่อน คือ ป้ายที่เขียว่า “One Asia One Goal” ซึ่งความหมายให้ความรู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ

โดย “โร้ดแมป” ของสมาคมฟุตบอลที่นี้หลังจากนี้ใช้ “ความฝัน” เป็นแรงขับดัน กับภาพของนักฟุตบอลญี่ปุ่นคว้าแชมป์โลก ต้องบอกก่อนว่า “ทีมฟุตบอลหญิงของญี่ปุ่น” ได้แชมป์โลกไปแล้ว เมื่อปี 2011

ส่วนฟุตบอลชายคือ ภายในปี 2050 ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ขุนพลซามูไรยกระดับจากทีมประเภทแจกแต้มในฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายขึ้นมาเป็นม้ามืด โอกาสเห็นทีมจากเอเชียคว้าแชมป์โลกก็มีโอกาสเป็นไปได้ในชาตินี้ครับ

สลับขั้ว “มาดริด” กับ “บาร์ซ่า”

อย่างที่ทราบกันดีว่าสองสโมสรที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จที่สุดในสเปนคงหนีไม่พ้น “เรอัล มาดริด” กับ “บาร์เซโลน่า” ซึ่งทั้งคู่ถือว่าเป็นมากกว่าทีมฟุตบอล บางทีอาจจะมากกว่าศาสนาสำหรับคนบางคนด้วยซ้ำ ที่สำคัญทั้งคู่ “เกลียดกันเข้าไส้”

ที่เขียนเรื่องนี้เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวเรื่อง “อิสโก้” มิดฟิลด์ของทีมราชันชุดขาวออกมาว่ามีโอกาสกลายเป็น “จูดาส” (คนทรยศ) ในสายตาแฟนมาดรินิสต้า เพราะทั้งสโมสร “มาดริด” และ “บาร์ซ่า”รวมทั้งนักเตะกำลังพูดคุยถึงโอกาสที่จะย้ายไปอยู่กับยอดทีมแห่งกาตาลันจากเหตุที่ไม่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในมาดริด
เรื่องนี้ถือว่าเป็น “เรื่องใหญ่” มาก การที่นักเตะจากทีมนึงย้ายไปอยู่กับทีม “คู่อริ” โดยตรงถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ ทีมเก่าอย่างแรง และเกือบทุกรายมักจะโดนสาบส่งเวลาลงเจอทีมเก่าเสมอ โดยในอดีตก็เคยมีผู้เล่นชื่อดังถึง 5 ที่ย้ายทีมสลับขั้วแบบนี้

รายแรก “หลุยส์ เอนริเก้” นายใหญ่ที่กำลังจะกลายเป็นอดีตของโค้ชบาร์ซ่าชุดปัจจุบัน ที่เคยประสบความสำเร็จกับ “มาดริด” ไม่ว่าจะ “แชมป์ลีก” หรือ “โคปา เดอเรย์” ซึ่งอยู่กับทีมถึง 5 ฤดูกาล ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ “บาร์ซ่า” ถึง 8 ปีพร้อมแชมป์ลีกและแชมป์ยุโรป ถึงแม้จะเคยประสบความสำเร็จกับ “มาดริด” แต่ด้วยเหตุผลที่สื่อเคยเอามาเปิดเผยว่า ตอนอยู่กับยอดทีมแห่งเมืองหลวง “เก็บกด” “อึดอัด” และ “ไม่ชอบ” ทีมตัวเองอยู่ในใจ จึงเป็นหนึ่งในคนที่ชาวมาดริดนิสต้า “เกลียด” ที่สุดคนนึงบนโลกใบนี้
รายที่สอง “ไมเคิล เลาดรู๊ป” อดีตยอดนักเตะชาวเดนมาร์กที่มาอยู่กับบาร์ซ่าในยุคของ “โยฮัน คราฟฟ์” และประสบความสำเร็จคว้าแชมป์กับทีมได้ถึง 4 สมัย อย่างไรก็ตามพอนายใหญ่ของตัวเองออกจากตำแหน่ง ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจย้ายไปอยู่กับมาดริดพร้อมเหตุผลว่า “ต้องการความกระหาย” หลังจากที่ประสบความสำเร็จมากมายกับทีมเก่า ซึ่งพอย้ายไปฤดูกาลแรกก็พาขุนพลลอส บลังกอสคว้าแชมป์ได้เลย ที่สำคัญเจ้าตัวเป็นนักเตะที่แฟนฟุตบอลของทั้งสองทีมไม่ค่อยเกลียดเท่าไหร่ด้วย

รายที่สาม “หลุยส์ มิลล่า” อดีตมิดฟิลด์ตัวรับที่อยู่กับบาร์ซ่าถึง 6 ปีได้ทั้ง “แชมป์บอลลีก” “แชมป์บอลถ้วย” และ “บอลยุโรป” ก่อนที่จะย้ายไปมาดริดแบบไร้ค่าตัวเพราะมีปัญหากับ “โยฮัน คราฟฟ์” กุนซือของทีมในยุคนั้น ซึ่งเจ้าตัวก็พายอดทีมจากเมืองหลวงคว้าแชมป์ลีก 2 สมัยและโคปาเดอ เรย์อีก 1 สมัย นักเตะรายนี้แฟนของทั้งสองทีมไม่ได้รู้สึกเกลียดอะไรมากมายเหมือนกัน
คนต่อมา “โรนัลโด้” (อ้วน) ยอดกองหน้าที่ดีที่สุดในโลกตลอดกาลคนนึงย้ายมาอยู่กับยอดทีมจากแคว้นกาลันก่อนตอนอายุ 20 ปีเท่านั้นโดยฤดูกาลแรกเจ้าตัวกระหน่ำไปถึง 46 ประตูจาก 49 เกมที่ลงสนามพร้อมกับพาทีมเป็นแชมป์โคปา เดอ เรย์และแชมป์ยุโรปแต่ไม่ได้แชมป์ลีก ก่อนที่จะมีปัญหาเรื่องสัญญาเลยย้ายเล่นในอิตาลีกับ “อินเตอร์ มิลาน” ก่อนที่จะถูก “มาดริด” ซื้อตัวกลับมาอีกครั้งพร้อมกับพาทีมจากเมืองหลวงเป็นแชมป์ลีก 2 สมัย เรียกว่า มาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปให้ครบจากการเล่นในลีกสเปน โดยแฟนบาร์ซ่าก็ไม่ได้ถึงเกลียดมากมายนัก แค่ “ไม่ชอบ” บ้างเพราะดูเหมือนไม่ค่อยเป็นมืออาชีพเท่าไหร่

รายสุดท้าย “หลุยส์ ฟิโก้” ศัตรูหมายเลข 1 ของมหาชนชาวกาตาลันทั้งปวงและเชื่อว่าคงต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นโขยงถ้าอยากไปเที่ยวเมืองบาร์เซโลน่า เพราะตอนอยู่กับบาร์ซ่าเป็นนักเตะที่เป็นหัวใจของทีมและพาทีมประสบความสำเร็จทุกอย่างในประเทศยกเว้นฟุตบอลยุโรป ไม่ต่างจาก “เมสซี่” หรือ “โรนัลโด้” ในปัจจุบัน แต่อยู่ก็ตัดสินใจย้ายข้ามฟากไปอยู่กับมาดริดด้วยค่าตัวระดับโลก และอาจจะเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดถูกต้องก็ได้เพราะได้ “แชมป์ยุโรป” มาครอง แม้ว่าจะถูกแฟนทีมเก่า ประท้วง โยนเหรียญและหัวหมูใส่ก็ตาม