เปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า! “บิ๊กอ๊อด” เปิดใจหลัง “ช้างศึก” เก็บได้แต้มเดียว

“บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้กล่าวแสดงความขอบใจนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย โค้ชและทีมงานผู้ฝึกสอนตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกคน ที่ได้เสียสละทำหน้าที่อันมีเกียรติเป็นต้วแทนของคนไทยทั้งชาติได้อย่างสมศักดิ์ศรี

และได้แสดงความเห็นถึงผลการแข่งขันฟุตบอลโลก ที่ทีมชาติไทย พ่าย ให้กับทีมชาติญี่ปุ่น 0-4 ในการแข่งขันคัดเลือกฟุตบอลโลกรอบ 12 ทีมโซนเอเซีย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 ณ เมืองไซตามะ รวมถึงผลการแข่งขันที่ผ่านมา 7 เกมซึ่ง ทีมชาติไทย ยังไม่พบกับชัยชนะเลย ว่า

“เรามีเพียง 1 แต้มจากการเสมอกับทีมชาติออสเตรเลีย และยังคงเหลือเกมการแข่งขันอีก 3 เกม นั่นเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะบอกได้ว่าทีมชาติไทยจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”

“มีหลายสิ่งหลายอย่างที่รอรับการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง และเป็นระบบเสียที โดยเฉพาะรัฐบาลควรจะเข้ามามีส่วนร่วมและให้การสนับสนุนกีฬาฟุตบอลอย่างจริงจังและมากกว่าที่เป็นอยู่ใจปัจจุบัน”

“ถ้าหากเราต้องการที่จะเห็นทีมชาติไทยก้าวขึ้นไปยืนในระดับแนวหน้าของทวีปเอเซีย และไปถึงฝัน คือ ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย หลายคนคงต้องรีบพิจารณาตัวเอง เลิกเห็นแก่ตัวเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง หันกลับมามองประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติเป็นหลัก”

“ผมไม่คิดโทษใคร ไม่ต้องการซ้ำเติมใคร และต้องการให้กำลังใจกันในทุกโอกาส แม้จะพ่ายแพ้ในเกมการแข่งขัน”

“แต่เวลานี้ อาจถึงเวลาที่เราต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า มาถึงจุดที่ต้องร่วมกันเสียสละ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับวงการฟุตบอลไทย เพื่อความฝันของคนไทยทั้งชาติจะได้เป็นจริงเสียที”

“เพราะทีมฟุตบอลทีมชาติไทยไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทั้งชาติ”

“ส่วนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าผู้ฝึกสอน และทีมงานตลอดจนการเปลี่ยนแปลงนักเตะทีมชาติ นั้น ยังไม่มีโอกาสพูดคุยกับคุณเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เลย”

“เพราะหลังจากจบการแข่งขันที่ไซตามะ ผมได้ลงไปพบและให้กำลังใจน้องๆ นักเตะในห้องพักนักกีฬา ส่วนกับคุณเกียรติศักดิ์ ซึ่งกำลังรีบไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังเกมการแข่งขัน ถึงขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกันถึงอนาคตของทีมชาติไทยเลย คงจะต้องมีการหารือกันในเร็วๆ นี้”

“วาฮิด” พอใจซามูไรเก็บสามแต้ม, ชี้แข้งไทยทำให้ต้องเจองานยาก

วาฮิด ฮาลิลฮอดซิช กุนซือชาวบอสเนีย ของ “ทัพซามูไร” ทีมชาติญี่ปุ่น ออกมาให้สัมภาษณ์หลังเกมที่ลูกทีมเปิดบ้านไล่ถล่ม “แข้งช้างศึก” ทีมชาติไทย 4-0 ในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสาม กลุ่มบี เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา

“ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความยินดีกับผู้เล่นของเรา ที่สามารถเก็บชัยชนะได้ทั้งสองนัด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก เราชนะ แม้มันไม่ใช่เกมที่ง่าย เราต้องเล่นอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ แน่นอนคู่แข่งอย่าง ทีมชาติไทย ทำให้เราต้องพบปัญหาเกือบตลอดทั้งเกม พวกเขาสู้ไม่มีถอย”

“เกมนี้เราทำได้ถึง 4 ประตู มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก ซึ่งผลต่างประตูได้-เสีย ถือเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตามเรายังมีการแข่งขันเหลืออีก 3 เกม และเราอยู่ในอันดับดีที่มีสิทธิ์จะผ่านเข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่รัสเซีย เราต้องขอขอบคุณแฟนๆ เพราะพวกเขาคือผู้เล่นคนที่ 12 ในค่ำคืนนี้”

โดยสถานการณ์ปัจจุบัน “แข้งซามูไรบลู” ทีมชาติญี่ปุ่น ผงาดนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มบี ได้สำเร็จ หลังแข่งไป 7 นัด มี 16 คะแนน จากการเก็บชัยเพิ่มเป็น 5 นัด ขณะที่ ทีมชาติไทย อยู่ในอันดับสุดท้าย เก็บได้เพียง 1 คะแนน

ทีมชาติไทยต้องอยู่กับ “ความจริง”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเชื่อว่าแฟนฟุตบอลไทยหลายคนคงผิดหวังกับเกมที่เจอกับ “ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย” คาบ้าน 0-3 ไม่น้อย เพราะโอกาสในการลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟในฐานะทีมอันดับ 3 ของกลุ่มริบหรี่เหลือเกินกับ 1 แต้มจาก 6 นัดแม้ว่าจะเหลือเกมในมืออีก 4 นัดก็ตาม เพราะตามหลักทฤษฎีเราต้องชนะรวดในเกมที่เหลือละลุ้นอย่าให้ “ทีมชาติออสเตรเลีย” ชนะได้เป็นอันขาด

แน่นอนว่า เกมนี้ขุนพลช้างศึกทำเต็มที่แล้วแต่ผู้มาเยือนทำได้ดีกว่า ยิ่งความได้เปรียบก่อนลงสนามเรื่องของรูปร่างและทักษะที่เหนือกว่าซึ่งส่งเกตได้ในเกมว่ามีหลายครั้งที่นักเตะคู่แข่งพยายามใช้เกมโยนยาวบอมบ์เข้าใส่กรอบเขตโทษของไทย อย่างลูกแรกที่เสียก็มาจากลูกโยนเข้ามา ลูกที่สองก็เป็นการผ่านบอลเข้ามาจากริมเส้น และลูกทีมสามมาจากจังหวะสวนกลับเร็ว

มาถึงตรงนี้คงต้องยอมรับ “ความจริง” ว่าขุนพลช้างศึกของเราในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาขึ้นมาจนเหนือกว่าระดับภูมิภาค “อาเซียน” พอสมควร แต่ถ้าในระดับทวีป ถือว่ายังเป็นรองหลายๆทีมไม่ว่าจากเอเชียตะวันออกอย่าง “ญี่ปุ่น” หรือ “เกาหลีใต้” รวมถึงบรรดาทีมจากตะวันออกกลางทั้งหลาย

ดังนั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนโยบายของนายกสมาคม “พล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆมากมากนับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรรดานักเตะเยาวชนหรือดาวรุ่งที่จะขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติในยุคต่อไป

เพราะฟุตบอลถึงโค้ชจะเก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถบันดาลชัยชนะให้ได้ตลอดด้วยเหตุผลที่ว่า “เกมลูกหนัง” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องโค้ชเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหมายถึง “ทักษะ” “ความสามารถ” “ฝีเท้า” ที่ขึ้นอยู่กับนักเตะภายในทีม รวมทั้ง “การเล่นเป็นทีม” “ความเข้าใจกันของนักเตะ” ซึ่งมีความแตกต่างกัน นักเตะแต่ละคนมาจากต่างสโมสรต่างที่ ไม่ได้เล่นฟุตบอลทีมเดียวกันทุกวัน

ไม่นับปัจจัยอื่นที่ใกล้เข้ามาหน่อย อย่าง “สภาพความฟิต” ก่อนเกม หรือนักเตะบางคนเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่นักเตะคู่แข่งกำลังอยู่ในช่วงฟิตสุดๆ ดังนั้นศักยภาพของนักเตะที่ออกมาในสนามก็ไม่เหมือนกันซึ่งบางทีปัจจัยบางอย่างก็อาจจะทำให้ทีมที่เป็นรองกว่าพลิกล็อกล้มยักษ์ได้เหมือนกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนปัจจัยภายนอก เรื่องของ “ดิน ฟ้า อากาศ” หรือ “ผู้ตัดสิน” ก็มีส่วนได้ในบางครั้ง ทำให้ต่อจากนี้คงต้องมองถึงการพัฒนานักเตะที่กำลังจะขึ้นมาเพื่อความยั่งยืน คงมาหวังรอประเภท “นักเตะฟ้าประทาน” หรือพวก “อัจริยะลูกหนัง” ที่จะขึ้นมานานทีปีหนเหมือนสมัยก่อนก็คงไม่ได้

สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการสร้าง “นักเตะรุ่นใหม่ๆที่จะขึ้นมา” ให้พร้อมที่สุด ดีที่สุดเพื่อจะก้าวขึ้นไปต่อกรกับคู่แข่งในระดับที่สูงกว่าอย่างทวีปหรือความฝันที่จะขึ้นไปในระดับโลก ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้

ถ้าจำกันได้ เกมแรกที่เราไปเยือน “ซาอุดิอาระเบีย” เกมนั้นขุนพลทีมชาติไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนเกือบได้ผลเสมอกลับไป ถ้าไม่เจอพิษของผู้ตัดสินชาวจีน “หม่า หมิง” ซะก่อน หรือในรอบก่อนหน้านี้เราเคยตีเสมอซาอุหลังจากถูกนำไปก่อนสองลูกจนผลการแข่งขันออกมา 2-2 มาแล้ว นั้นคงเป็นอีกเหตุผลที่นักเตะเศรษฐีน้ำมันเล่นกับเราแบบไม่มีประมาทและเชื่อว่าเตรียมตัวมาดีก่อนเกมแน่

สุดท้ายเกมของทีมชาติไทยล่าสุดที่แพ้ ก็คงโทษใครไม่ได้เพราะภาพที่เห็นคือ “ความจริง” สิ่งที่ทำได้ต่อจากนี้คือ “ยอมรับ” และ เตรียมตัวสำหรับนัดต่อไปกับ “ทีมชาติญี่ปุ่น” ในสัปดาห์หน้าให้ดีที่สุดก็เท่านั้นเอง

“สื่อซาอุฯ” เตือน “ทีมอาหรับ” ให้ระวังความขลังของราชมังคลากีฬาสถาน!

ทีมไทยเองถูกมองข้ามโดยสื่ออาหรับส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อซาอุฯ, UAE และอิรัก ซึ่งมองกลุ่ม B ว่าเป็นกลุ่มแห่งความตาย เพียงเพราะต้องร่วมกลุ่มกับออสเตรเลียและญี่ปุ่น

เป็นที่ชัดเจน สื่ออาหรับมองทีมไทยว่าอ่อน และเป็นทางผ่านให้ทีมที่เหลือของกลุ่มนี้ โดยน่าจะแจก 6 แต้มไป-กลับ แต่ถ้าตามดูผลงานย้อนหลัง 3 ปีของไทย จะพบว่าระดับเทคนิกการเล่นของไทยเริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสื่อญี่ปุ่นและออสเตรเลียเริ่มเตือนถึงความอันตรายของทีมชาติไทยในการเล่นในบ้านที่กรุงเทพฯ

ทีมจากอาหรับต้องระวังเป็นอย่างยิ่งในการเจอทีมชาติไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สนามราชมังคลาฯ เพราะทีมจากอาหรับเริ่มเผชิญกับความขลังของสนามแห่งนี้นับแต่ปี 2007 เมื่อไทยเป็นเจ้าภาพเอเชียนคัพร่วมกับเวียดนาม, มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย โดยทีมชาติอิรักมาเสมอกับไทยในปีนั้นในนัดเปิดสนาม

พอ 18 พ.ย. 2007 ทีมชาติเยเมนแพ้ไทยในนัดเปิดสนามฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก 2010

6 ม.ค. 2010 ทีมชาติจอร์แดนเสมอไทยในเอเชียนคัพ รอบคัดเลือก 2011 และในรายการเดียวกันไทยก็เสมออิหร่าน 0-0 เมื่อ 28 ม.ค.

6 ก.ย. 2011 ผลฟุตบอลย้อนหลัง ทีมชาติไทยอัดโอมาน 3-0 และเสมอซาอุฯ 0-0 เมื่อ 11 ต.ค. 2011 ในเกมคัดบอลโลก 2014 ออสเตรเลียที่อยู่กลุ่มเดียวกันชนะไทยแบบ “หืดจับ” ด้วยประตูชัยของ เบร็ตต์ โฮลแมน นาที 77

ส่วนในคัดบอลโลกหนนี้ ตอนรอบที่สองที่เพิ่งจบไป ทีมชาติอิรักก็มาพบความยากลำบากในการต่อกรกับไทย โดยเฉพาะความเร็วของนักเตะไทย โดยเสมอ 2-2 เมื่อ 8 ก.ย. 2015 ก่อนจะไปเสมอด้วยสกอร์เดียวกันที่เตหะราน ทำให้ไทยเป็นแชมป์กลุ่มโดยมี 14 แต้ม นำหน้าอิรัก 2 แต้ม
ทีมชาติไทยเคยแพ้ซาอุฯ 0-6 ในเอเชียนคัพที่ UAE ปี 1996 แต่ในช่วงระหว่างปี 2007-2016 ทีมไทยแข็งแกร่งขึ้นในการเล่นในบ้านด้วยสไตล์การเล่นโต้เร็วและการชิ่งบอลเร็ว ซึ่งเป็นวิธีการที่โค้ชเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง วัย 42 ปีของไทยใช้ เขามีฉายาว่า “ซิโก้” และเคยติดทีมชาติไทยถึง 134 ครั้ง และถือเป็นหนึ่งในดาวซัลโวยิงไปถึง 71 ประตู

ทีมชาติไทยเป็นทีมที่แกร่งที่สุดในอาเซียน เพราะได้แชมป์ในระดับนี้มา 4 รายการ รวมไปถึงเป็นเจ้าของแชมป์ซีเกมส์ 15 สมัย

เขาแกร่งกว่า! “ช้างศึก” เปิดบ้านพ่าย “ซาอุดิอาระเบีย” 0-3 ศึกคัดบอลโลก

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย กลุ่มบี นัดที่ 6 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ทีมชาติไทย พบ ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย จ่าฝูงของกลุ่ม

เกมผ่าน 15 นาทีแรก เป็นทีมเยือนที่ครองบอลได้มากกว่าเล็กน้อย แต่ยังไม่มีโอกาสจบสกอร์กันจะแจ้ง

นาที 26 ซาอุฯขึ้นนำ 1-0 นาวาฟ อลาบิด ตักบอลข้ามแผงหลังไทย ให้ โมฮัมหมัด อัล ชาห์ลาวี่ หัวหอกของทีมหลุดกับดักล้ำหน้าเข้าเขตโทษ พักอกหนึ่งจังหวะก่อนซัดด้วยขวาสวนตัว กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ตุงตาข่าย

นาทีที่ 41 สิโรจน์ ฉัตรทอง ได้โอกาสปั่นด้วยขวา แต่น่าเสียดายบอลโค้งหลุดเสาไกลไปนิดเดียว

หมด 45 นาทีแรก ไทย ตามหลัง ซาอุดิอาระเบีย 0-1

ครึ่งหลัง โค้ชซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง แก้เกมด้วยการส่งพีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา ลงมาแทน ประทุม ชูทอง พร้อมปรับแท็กติกมายืนหลัง 4 คน

ผ่าน 70 นาที เป็นทีมชาติไทยที่ทำเกมได้ดีกว่า ส่วนซาอุฯเน้นตั้งรับและรอสวนกลับเป็นระยะ

นาที 84 ซาอุฯมาได้ประตูย้ำชัย มันซูร์ อัล ฮาร์บี้ แบ็กซ้ายเปิดเข้ามาในกรอบเขตโทษ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ สกัดบอลผิดเหลี่ยม บอลเข้าประตูตัวเอง ไทย 0-2 ซาอุดิอาระเบีย

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 2 ซาอุฯมาได้ประตูย้ำชัย 3-0 จากจังหวะโต้กลับ เป็น ซัลมาน โมฮัมหมัด มูวาชาร์ ตัวสำรองแปง่ายๆหน้าประตูเข้าไป ก่อนเกมจะจบลงด้วยสกอร์นี้

จากการปราชัยนัดนี้ ทำให้ ทัพช้างศึก ยังรั้งอันดับสุดท้ายของกลุ่ม มี 1 แต้ม จาก 6 นัด ส่วน เศรษฐีน้ำมัน รั้งจ่าฝูงต่อไป มี 13 แต้ม

สำหรับโปรแกรมนัดต่อไปของทีมชาติไทย จะออกไปเยือน ทีมชาติญี่ปุ่น ที่สนามไซตามะ สเตเดี้ยม วันอังคารที่ 28 มี.ค. 2560

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงทีมชาติไทย (3-5-2) : กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ; อดิศร พรหมรักษ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ประทุม ชูทอง ; ทริสตอง โด, ธีราทร บุญมาทัน (c), ปกเกล้า อนันต์, จักรพันธ์ แก้วพรม, ชนาธิป สรงกระสินธ์ ; สิโรจน์ ฉัตรทอง, ธีรศิลป์ แดงดา